MonStudies.com ศูนย์มอญศึกษา ประวัติศาสตร์มอญ ชนชาติมอญ ภาษามอญ วัดมอญ
28 November 2014, 10:52:17 *
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:     
 
   Home   Help Search Calendar Login Register  
Pages: 1 ... 19 20 [21] 22 23 ... 96   Go Down
  Print  
Author Topic: รามัญ  (Read 183219 times)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic.
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #300 on: 03 August 2007, 12:05:23 »


ความหมายและประเภทของตำนานไทย ตำนานไทยรามัญ
หมายถึง นิยายหรือเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลานานของชาวไทยรามัญ ตำนานไทยรามัญแบ่งตามเนื้อหา ได้ดั้งนี้
 ๑ ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี
ก. ตำนานประเพณีสงกรานต์ เล่าว่าท้าวกบิลมหาพรหมแพ้พนันธรรมบาลจะถูกตัดศีรษะ จนทำให้ พระธิดาของมหาพรหมทั้ง 7 รองศีรษะมหาพรหมไว้ ชาวมอญถือว่าเป็นเทศกาล ทำบุญขึ้นศักราชใหม่เพื่อ เป้นศิริมงคล ได้แก่การหุงข้าวสงกานต์

ข. ตำนานประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง เล่าว่ามีภิกษุอาพาธชาวบ้านได้นำน้ำผึ้งไปถวาย ขณะที่น้ำรินผึ้ง ลงในบาตร เมื่อเต็มน้ำผึ้งจึงไหลลงดิน ผู้ถวายน้ำผึ้งได้เกิดเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ชาวมอญจึงมีประเพณี ตักบาตรน้ำผึ้ง ต. ตำนานประเพณีแห่ปลาปล่อยปลา มีสามเณรชะตาขาด ในระหว่างทางได้เจอปลาใกล้ตายแล้ว นำไปปล่อยที่หนองน้ำ เมื่อครบ 7 วันสามเณรก็ยังไม่ตาย ชาวมอญจึงถือว่าการปล่อยปลาเป็นการต่ออายุ
เรื่อง ตำนานประเพณีบุญสงกรานต์ ตำนานเล่าว่าธรรมกุมารเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด จนท้าวมหาพรหมขอถ้าปัญหาว่า มงคลชีวิติ มีกี่ประการ และอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าใครแพ้จะต้องถูกตัดศีรษะแต่ธรรมกุมารเป็รผู้ตอบถูก ท้าวมหาพรหมจึงถูก ตัดศีรษะ แต่ถ้าศีรษะตกลงน้ำจะทำให้น้ำแห้ง ถ้าขึ้นฟ้าไฟจะไหม้ พระธิดาทั้ง 7. จึงต้องผลัดเปลี่ยนกันถือ พานรองศีรษะท้าวมหาพรหม ประเพณีสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญของชาวมอญ เทศกาลนี้ใช้เวลาหลายวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ถึงต้นเดือนพฤกษภาคม การหุงข้างสงกรานต์จะทำในวันที่ 13,14,15 เมษายนของทุกปี โดยมีสาวๆถีอโถใส่ข้าวไปส่งตามวัด ขากลับจะมีหนุมๆรดน้ำอวยพรตลอดทาง ข้างสงกรานต์ หรือข้าวแช่ "เปิงซงกราน" ชาวมอญจะหุงข้าวแช่รวมกันทั้งหมู่บ้าน ข้าวสงกรานต์คือ ข้าวสุกล้างสะอาดแช่และอบด้วยดอกมะลิ การหุงข้าวของชาวปากเกร็ดนั้นใช่ข้าวเปลือก 1 กำ ฝัด 7 ครั้ง ล้าง น้ำ 7 ครั้ง ข้าวแช่ชาวมอญนิยมใส่หมอดินเผาขนาดเล็ก รับประทานกับอาหารและผักที่มีรสเค็ม การบวงสรวงบ้านสงกรานต์กระทำได้ 3 วัน คือ 13,14 และ 15 เมษายนเท่านั้น บ้านสงกรานต์สูงประ มาณ 1 ศอก คุณค่าของประเพณีสงกรานต์ เป็นคุณค่าทางสังคมแสดงถึงความสามัคคี และตอนกลางคืนจะมีการละ เล่นต่างๆ พิธีสงกรานต์นั้นจะสิ้นสุดลงด้วยการทำบุญกลางบ้าน
เรื่อง ตำนานเกี่ยวกับหงส์และการแห่หางหงส์ ชาวมอญมีความเชื่อเกี่ยวกับหงส์มาก ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนมอญเลยทีเดียว การนับถือหงส์ นี่สืบเนื่องมาจากตำนานทางพระพุทธศาสนา ประเพณีการแห่หางหงส์ ชาวมอญเรียกว่า " แห่ฮะต๊ะโน่" เรียกสั้นๆว่า "แห่โน่" หมายถึงแห่หงส์ โดยก่อนวันสงกรานต์ชาวบ้านจะช่วยกันเย็บผ้าที่จะทำหางหงส์ การแหางหงส์ จะจัดการแห่โดยให้กลองยาว มีหนุมสาวแก่เฒ่าร้องรำเป็บขบวน มีคนถือบ่ตรแห่โน่ ไปเพื่อให้คนที่ศัทธาทำบุญบริจาคเงิน เมื่อนำไปถวาย พระท่านจะให้ศีลให้พรแล้วนำไปแขวนที่ไม้ใต้ตัว หงส์ เรื่อง ตำนานประเพณีทำบุญออกพรรษา ชาวมอญถือว่าเป็นชาวพุทธที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก จึงได้ร่วมกันจัดงานทำบุญออก พรรษาอย่างใหญ่หลวงทุกปี ชาวมอญทำบุญออกพรรษาตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 เป็นต้นไป จนถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จาก นั้นจะมีการทำบุญเป็นพิเศษเป็นวัดๆไป ในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะทำบุญคล้ายๆกันทั้ง 3 วัน นอกจากจัดอาหารถวาย พระแล้ว ชาวบ้านยังมีพิธี " ส่งสำรับ " การส่งสำรับไปให้แก่ผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ ในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากมีการทำบุญใส่บาตรทางน้ำแล้ว ชาวบ้านจะเดินทางมาที่วัด ปรมัยฯ พร้อมกับนำสำรับไปถวายพระมอญจากวัดต้างๆในท้องถิ่น ทางวักจะจัดศาลาการเปรียญไว้สำหรับ ทำพิธี และจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระไตรปิฎกภาษามอญที่ ร.5พระราชทานมา เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลองและบำเพ็นกุศลในเทศกาลออกพรรษาเป็นประจำทุกปี
เรื่อง ตำนานเกี่ยวกับผี เศรษฐีคนหนึ่งมีเมียสองคน อยู่กินไม่นานเมียหลวงอิจฮาเมียน้อย จึงฆ่าเมียน้อย เมียน้อยพยาบาปจึงตามรังควาญและฆ่าเมียหลวงตาย มีอยู่ชาติหนึ่งเมียหลวงเป็นคนเมียน้อยเป้นผี ผีเมีย น้อยมาพบพระพุทธเจ้า ผีเมียน้อยก็เลิกอาฆาต ต่อมาได้พาสามีไปพบพระพุทธเจ้าต่อมาจึงร่ำรวยเป็น มหาเศษฐี จึงมีการเซ่นไหว้ทดแทนบุญคุณผี ชาวมอญเชื่อในนามธรรมนี้มาก เคารพผีบ้านผีเรือน ผัอื่นๆทีมีฤทธิ์ เชื่อว่าสามารสป้องกันและดล บันดาลให้พ้นเคราะห์ได้ ผลสืบเนื่องมาจาก ชีวิตความเป็นอยู่ ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของชาวมอญ จึงขึ้นอยู่กับการ บูชา เช่น ไหว้ ผีต่างๆ ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตแบบพุทธมามะกะ ชีวิตของชาวมอญจึงดำเนินไปในเส้น ทางที่ถูกต้องความดีเพราะเชื่อว่าถ้าทำความดีจะต้องได้รับการคุมครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ชาวมอญ จึงมีอัธยาศัยดี มีชีวิตที่สงบ มีความสุขในการดำเนินชีวิต
ที่มา http://www.pk.ac.th/nawaporn_new/data/webthai/page3.htm#top
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #301 on: 03 August 2007, 12:10:22 »

 ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรสาคร
ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง จัดให้มีขึ้นในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ณ วัดคลองครุ จังหวัดสมุทรสาคร 
ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวรามัญ
ปฏิบัติเพื่อเป็นการบูชาพระสงฆ์ การตักบาตรน้ำผึ้งนั้นชาวรามัญเชื่อว่ามีอานิสงส์มาก พระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้เพื่อใช้เป็นยาในคราวจำเป็น เพราะเป็นส่วนผสมของยาโบราณที่สำคัญ พระสงฆ์ไม่สามารถจัดหามาเองได้ ชาวบ้านจึงจัดให้มีการตักบาตร น้ำผึ้งขึ้น ความเชื่อในเรื่องการถวายน้ำผึ้งแก่พระภิกษุสงฆ์แล้วได้อานิสงส์มากนั้น สืบเนื่องมาจาก ตำนานที่ว่า ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า มีพระปัจเจกโพธิรูปหนึ่งอาพาธ ประสงค์ที่จะได้น้ำผึ้งมาผสมโอสถ เพื่อบำบัดอาการอาพาธ วันหนึ่งได้ไปบิณฑบาตในชนบทใกล้ชายป่า ขณะที่พระปัจเจกโพธิกำลังโปรดสัตว์อยู่นั้น ได้พบชายชาวบ้านป่า เกิดกุศลจิตขึ้นกับชายผู้นั้นหวังที่จะถวายทานแด่พระปัจเจกโพธิ แต่ด้วยตนเองยากจน ไม่มีอาหารอื่นใดจะถวายพระนอกจากน้ำผึ้งจำนวนหนึ่ง ด้วยจิตศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นและสูงส่งของชายผู้นั้น เมื่อรินน้ำผึ้งลงในบาตรของพระปัจเจกโพธิ เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์คือ น้ำผึ้งเกิดเพิ่มพูนขึ้นจน เต็มบาตรและล้นบาตรในที่สุด ขณะนั้นมีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังทอผ้าเห็นน้ำผึ้งล้นบาตร ด้วยจิตศรัทธา ในพระปัจเจกโพธิ เกรงว่าน้ำผึ้งจะเปื้อนมือพระ จึงรีบนำผ้าที่ทอแล้วถวายแด่พระปัจเจกโพธิ เพื่อซับน้ำผึ้งที่ล้นนั้น ชายผู้นั้นอธิษฐานด้วยอานิสงส์แห่งการถวายน้ำผึ้งเป็นทาน ขอเป็นพลังปัจจัยให้ได้เกิด เป็นผู้มั่งคั่งเป็นผู้มีอำนาจ ส่วนหญิงที่ถวายผ้าได้อธิษฐานขอให้ได้เกิดเป็นผู้ที่มีความงามและมีโภคยทรัพย์ ต่อมาเมื่อทั้งสองมรณะแล้วได้อุบัติใหม่ในโลกมนุษย์ ชายผู้ถวายน้ำผึ้งได้บังเกิดเป็นพระราชาผู้มีความเข้มแข็ง และมั่งคั่ง ส่วนหญิงผู้ถวายผ้าได้บังเกิดเป็นธิดาของพระราชาอีกเมืองหนึ่ง มีความงามและความมั่งคั่งเช่นกัน นอกจากนี้อานิสงส์ของการถวายน้ำผึ้งนี้มีตำนานที่เกี่ยวกับพระฉิมพลี หรือพระสิวลีอีกทาง หนึ่งว่า ในอดีตกาลครั้งที่มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า \"พระวิปัสสี\" พระสิวลีได้ถือกำหนดเป็นชาวบ้านนอก ในชนบท วันหนึ่งได้ไปในเมืองระหว่างทางกลางป่านั้นได้พบรวงผึ้ง จึงไล่ตัวผึ้งให้หนีไปแล้วตัดกิ่งไม้ถือรวง ผึ้งเข้าไปในเมือง ในพระนครขณะนั้นพระราชาและชาวเมืองกำลังแข่งกันทำบุญถวายทานแด่พระวิปัสสี สัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ โดยจัดสรรสิ่งของวัตถุทานอันประณีตถวาย ถวายแข่งกันถึง ๖ ครั้ง ก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ชาวเมืองจึงช่วยกันตรวจดูสิ่งของวัตถุทานที่ถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งบ้าง พร้อมทั้งให้คนไปดูที่ประตูเมืองว่าจะมีใครนำสิ่งของอันนอกเหนือจากที่มีอยู่มาขายบ้าง เพราะ เกรงว่าพระราชาจะซื้อสิ่งของเหล่านั้นแล้วนำมาถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า ฝ่ายตนก็จะแพ้ในการถวายทานใน ครั้งนี้ ขณะนั้นชาวบ้านนอกที่ถือรวงผึ้งเดินเข้าประตูเมืองมา คนเฝ้าประตูเห็นเข้าจึงขอซื้อรวงผึ้งในราคาที่สูงมาก เพราะไม่มีใครนำรวงผึ้งมาถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้าเลย ชายผู้เป็นเจ้าของรวงผึ้งสงสัยจึงถามขึ้น ชายผู้ขอซื้อจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังโดยตลอด ชายผู้เป็นเจ้าของรวงผึ้งไม่ยอมขายแต่ขอร่วมถวายทานแด่ พระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วย ชาวเมืองต่างก็ปลื้มปิติและยินดีกับเจ้าของรวงผึ้งนั้น จึงช่วยกันนำรวงผึ้งมาบีบคั้น น้ำผึ้งใส่ถาดทองคำใบใหญ่ผสมกับนมเนยคลุกเคล้ากันจนรสดี เสร็จแล้วจึงนำน้ำผึ้งผสมรสดีไปถวายพระ วิปัสสีพุทธเจ้าและพระสงฆ์ทั้งหลายอย่างทั่วถึง และด้วยอานิสงส์ของการถวายทานด้วยน้ำผึ้งครั้งนี้ เมื่อสิ้นอายุขัยของชายผู้เป็นเจ้าของ รวงผึ้งแล้วได้บังเกิดในเทวโลกท่องเที่ยวเสวยสุขอยู่ช้านาน จึงจุติมาเป็นพระราชาในกรุงพาราณสี และเมื่อ พระราชาสิ้นพระชนม์แล้วได้อุบัติมาเป็นพระราชกุมารในราชวงศ์ศากยราช มีพระมารดาทรงพระนามว่า พระนางสุปปวาสา บันดาลโชคลาภให้แก่พระบิดาและพระมารดาเป็นอันมาก เมื่อประสูติแล้วจึงได้รับพระ นามว่า \"สิวลีกุมาร\" เมื่อเจริญวัยแล้วได้ออกผนวชในสำนักของพระสารีบุตร และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์ด้วยปัจจัยลาภ และในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัดป่าเลไลยก์ ในขณะที่ออก เทศนาโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ปรากฏว่ามีสัตว์น้อยใหญ่นำผลไม้และน้ำผึ้งมาถวาย เพื่อให้ พระองค์ได้เสวยประทังชีวิต มนุษย์จึงถือว่าน้ำผึ้งเป็นทิพย์โอสถที่สามารถนำมาบริโภคบำรุงชีวิตให้แข็งแรงและยืนยาวปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง กล่าวได้ว่า น้ำผึ้งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ ประเพณี ตักบาตรน้ำผึ้งของชาวรามัญจึงถือกำหนดขึ้นมาจากตำนานและความเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ในปัจจุบันนี้น้ำผึ้งเริ่มหายากขึ้น ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งจึงค่อยๆ เลือนหายไป และผู้คนที่ มาทำบุญก็เริ่มเปลี่ยนจากน้ำผึ้งมาเป็นน้ำตาลทรายบ้าง น้ำหวานบ้าง แต่ก็ยังคงมีผู้ที่นำน้ำผึ้งมาทำบุญตาม ประเพณีอยู่ ทางจังหวัดสมุทรสาครจึงได้ร่วมกับวัดคลองครุทำการฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัด คือ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งขึ้นเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรม-ราชชนนี หรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนรุ่นหลังได้เห็นและ เข้าใจถึงคุณค่าของวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัดสมุทรสาครต่อไป
ที่มา http://203.146.21.158/mxtrvptt/travelinfo/detail.asp?id=87&i=4
 ดอกไม้
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #302 on: 03 August 2007, 21:25:09 »


  ประกาศอิสรภาพ
เมื่อปี พ.ศ. 2126 พระเจ้าอังวะเป็นกบฎ เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการ จึงแข็งเมือง พร้อมกับเกลี้ยกล่อมเจ้าไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองด้วย พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ ในการณ์นี้ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปร เจ้าเมืองตองอู และเจ้าเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วย ให้ยกทัพไปช่วย ทางไทย สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน สมเด็จพระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126 พระองค์ยกทัพไทยไปช้า ๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงแคลงใจว่า ทางไทยคงจะถูกพระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วย จึงสั่งให้พระมหาอุปราชา คุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้ ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ต้อนรับ และหาทางกำจัดเสีย และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคน คือ พระยาเกียรติและพระยาราม ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ที่เมืองแครงมาก และทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง อันเป็นชายแดนติดต่อกับไทย พระมหาอุปราชาได้ตรัสสั่งเป็นความลับว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไป ถ้าพระมหาอุปราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใด ให้พระยาเกียรติและพระยาราม คุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลัง ช่วยกันกำจัดสมเด็จพระนเรศวรเสียให้จงได้ พระยาเกียรติกับพระยาราม เมื่อไปถึงเมืองแครงแล้ว ได้ขยายความลับนี้แก่พระมหาเถรคันฉ่อง ผู้เป็นอาจารย์ของตน ทุกคนไม่มีใครเห็นดีด้วยกับแผนการของพระเจ้ากรุงหงสาวดี เพราะมหาเถรคันฉ่องกับสมเด็จพระนเรศวร เคยรู้จักชอบพอกันมาก่อน
 
กองทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ. 2127 โดยใช้เวลาเดินทัพเกือบสองเดือน กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้า ฯ สมเด็จพระนเรศวร จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งคุ้นเคยกันดีมาก่อน พระมหาเถรคันฉ่องมีใจสงสาร จึงกราบทูลถึงเรื่องการคิดร้ายของทางกรุงหงสาวดี แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยาราม กราบทูลให้ทราบตามความเป็นจริง เมื่อพระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้ว ก็ทรงมีพระดำริเห็นว่า การเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยต่อไปแล้ว จึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครงรวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่อง และพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน ทรงแจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม ณ ที่นั้นทราบว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า
 
"ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป"
 
จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่า แล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้งประชุมทัพ เมื่อจัดกองทัพเสร็จ ก็ทรงยกทัพจากเมืองแครง ไปยังเมืองหงสาวดี เมื่อวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6
 
ฝ่ายพระมหาอุปราชาที่อยู่รักษาเมืองหงสาวดี เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติ พระยารามกลับไปเข้ากับสมเด็จพระนเรศวร จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี ได้ทราบความว่า พระเจ้ากรุงหงสาวดีมัชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร พระองค์เห็นว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สมคะเน เห็นว่าจะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนี้ยังไม่ได้ จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเที่ยวบอกพวกครัวไทย ที่พม่ากวาดต้อนไปแต่ก่อน ให้อพยพกลับบ้านเมือง ได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษ ให้ยกล่วงหน้าไปก่อน พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้างหลัง
 
ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับ จึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวง ยกติดตามกองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุรกรรมา แม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี
 
พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฎต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชูปโภค ยังปรากฎอยู่จนถึงทุกวันนี้
 
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง ทรงดำริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยารามได้มีอุปการะมาก สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พระมหาเถรคันฉ่องกับพระยามอญ ที้งสองก็มีความยินดี พาพรรคพวกสเด็จเข้ามาด้วยเป็นอันมาก ในการยกกำลังกลับครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีก ถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา มีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง พระองค์จึงรีบสั่งให้พระยาเกียรติ พระยาราม นำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้ มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์
 
เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์ ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชา ที่สมเด็จอริยวงศ์ และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศ ได้พระราชทานพานทอง ควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้น และวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึก ให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #303 on: 03 August 2007, 21:40:41 »


พระราชประวัติ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2098 พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตรี ราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย ดังนั้น พระองค์จึงมีพระชาติ ทั้งราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยทางพระราชบิดา และราชวงศ์อยุธยาทางพระราชมารดา พระองค์ทรงมีพระพี่นาง พระนามว่า พระสุวรรณเทวีหรือพระสุพรรณกัลยา และพระน้องยาเธอ พระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ
 
เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ 9 ปี พระเจ้าหงสาวดีได้ขอไปเป็นพระราชบุตรบุญธรรม พระองค์ได้ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึง 6 ปี เมื่อพระชันษาได้ 15 ปี จึงได้เสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อช่วยราชการพระบิดา โดยได้เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก

ขณะทรงพระเยาว์และในระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดี ก็ได้ทรงศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชาการรบทัพจับศึก พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษา ทั้งภายในราชสำนักไทย และราชสำนักพม่า มอญ และได้ทราบยุทธวิธีของชาติต่าง ๆ ที่มารวมกันอยู่ในกรุงหงสาวดีเป็นอย่างดี ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมได้เป็นเลิศ ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์ ยุทธวิธีที่ทรงใช้ เช่น การใช้คนจำนวนน้อยเอาชนะคนจำนวนมาก และยุทธวิธีเดินเส้นใน พระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรป นอกจากนั้น หลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น การดำรงความมุ่งหมาย หลักการรุก การออมกำลัง และการรวมกำลัง การดำเนินกลยุทธ เอกภาพในการบังคับบัญชา การระวังป้องกัน การจู่โจม หลักความง่าย ฯลฯ พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ และประสบผลสำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด

ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาติไทย พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก และได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล นับตั้งแต่ประเทศพม่าตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือ จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก ไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรปาซิฟิคทางด้านตะวันออก ทางด้านทิศใต้ตลอดไปถึงแหลมมลายู ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด และยังรวมไปถึงรัฐไทยใหญ่บางรัฐ พระองค์ได้ทำสงครามเข้าไปในประเทศที่เป็นข้าศึกของไทย ในทุกทิศทาง จนประเทศไทยอยู่เป็นปกติสุขปราศจากศึกสงคราม เป็นระยะเวลายาวนาน
 
พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งสิ้นทั้งปวงของพระองค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและคนไทยทั้งมวล ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จะอยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอด มิได้ว่างเว้น แม้แต่เมื่อเสด็จสวรรคต ก็เสด็จสวรรคตในระหว่างเดินทัพไปปราบศัตรูของชาติไทย นับว่าพระองค์ได้ทรงสละพระองค์ เพื่อชาติบ้านเมืองโดยสิ้นเชิง สมควรที่ชาวไทยรุ่นหลังต่อมา ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจดจำวีรกรรมของพระองค์ เทอดทูลไว้เหนือเกล้า ฯ ไปตราบชั่วกาลนาน
ที่มาของเรื่อง http://www.kingnaresuanmovie.com/history_thai.php
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #304 on: 03 August 2007, 22:16:53 »


เมืองยุทธหัตถี
   ความสำคัญของเมืองสุพรรณบุรีในฐานะเป็นเส้นทางการเดินทัพและการสงครามเด่นชัดอีกครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศให้กรุงศรีอยุธยาเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กรุงหงสาวดี   ทำให้พระเจ้ากรุงหงสาวดีทรงพิโรธและส่งกองทัพเข้ามารบพุ่งกับกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ซึ่งต้องใช้เส้นทางการเดินทัพผ่าน เมืองสุพรรณบุรีเกือบทั้งสิ้น   ดังนั้นเมื่อครั้งพระเจ้ากรุงหงสาวดี ตรัสให้พระเจ้าเชียงใหม่และพระยาพะสิมยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก หลังการประกาศอิสรภาพจากกรุงหงสาวดี พระยาพะสิมก็ได้ใช้เส้นทางผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านกาญจนบุรีเข้าสู่เมืองสุพรรณบุรี ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาก็ได้ใช้เมือง สุพรรณบุรีเป็นสนามรบ เพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ดังความในพระราชพงศาวดารว่า
              ...พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสรู้ข่าวข้าศึกอันยกมาทั้งสองทางสามทางนั้น... ตรัสให้พระยาคลังเป็นยกกระบัตร ให้ยกทัพเรือนั้นไปเมืองสุพรรณบุรี ครั้นทัพเรือไปเถิงเมืองสุพรรณบุรีให้รบพุ่งกันด้วยทัพพระยาพะสิมซึ่งตั้งอยู่ในสุพรรณบุรีนั้น...และทัพพระยาสิมนั้น จะตั้งอยู่มิได้ ก็เลิกทัพกลับออกไป...

           ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การศึกระหว่างกรุงศรีอยุธยาและกรุงหงสาวดีที่สำคัญคือ สงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระมหาอุปราช แห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งเชื่อกันว่าสนามแห่งมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นในเขตแดนของเมืองสุพรรณบุรีและยังปรากฏร่องรอย ของซากเจดีย์ซึ่งเชื่อว่าเห็นเจดีย์ยุทธหัตถีที่สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะดังความในพระราชพงศาวดารว่า
           ...ฝ่ายพระมหาอุปราชเสด็จยกทัพหลวงถึงกาญจนบุรี เห็นเมืองร้างเปล่าไม่มีคนก็เข้าพระทัยว่าชาวพระนครรู้การแล้ว...จนเสด็จถึงตำบลตระพังตรุ แดนเมืองสุพรรณบุรี ให้ตั้งทัพชัยโดยขบวนแล้ว... ส่วนสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าตรัสปรึกษาด้วยมุขอำมาตย์ทั้งปวง ว่าข้าศึกของมหาอุปราชยกมาครั้งนี้เราจะกรีพลออกต่อ ยุทธนาการกลางแปลงดีหรือจะตั้งรับในพระนครดี... สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ได้ฟังมุขมนตรีกราบทูลดังนั้นก็ชอบพระทัยนัก แย้มพระโอษฐ์ดำรัสว่า ซึ่งปรึกษา การสงครามครั้งนี้ต้องความดำริเรา... ให้พระยาราชพฤทธานนท์ เป็นยกกระบัตร ยกไปขัดรับหน้าข้าศึกอยู่ ณ ตำบลทุ่งหนองสาหร่าย... สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช้างพญาไชยานุภาพ... สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงช้างต้น พญาปราบไตรจักร... แล้วเสด็จไปตามท้องทุ่งเพลาเที่ยงพระอาทิตย์ทรงกลดร่มช้างพระที่นั่งไปจนบ่าย 3 โมง พอกระทั่งกองหน้าซึ่งตั้งอยู่ตำบล หนองสาหร่าย เสด็จประทับเกยใต้ฉายาไม้ประดู่ใหญ่อันสถิตย์เหนือจอมปลวก เอาเป็นนิมิตครุฑนามชัยภูมิ สั่งให้เร่งตั้งค่ายกองหน้าหลัง ปีกซ้ายขวาเป็นกระบวนปทุมพยุหะ... ครั้งอรุณรุ่งแสงสุริโยภาส พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จยังเกยตรัสให้ท้าวพระยาในกองทัพหลวงยกออกไปตั้งกระบวนเบญจเสนา.. .สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้าจึงตรัสร้องเรียกด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด...พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น ละอายพระทัยมีขัตติยราชมานะก็บ่าย พระคชาธารออกมารับ.. พระนเรศวรเป็นเจ้าเบี่ยงพระมาลารับ พระแสงของ้าวมิได้ต้องพระองค์ เจ้าพญาไชยานุภาพสะบัดลง ได้ล่างแบกถนัด พลายพัทกอเพลียกเบนไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทีจ้วงฟันด้วยพระแสงพลพ่ายต้องพระอังสาเบื้องขวา พระมหาอุปราช ตลอดลงมาจนถึง ปัจฉิมมุราประเทศซบลง กับคอช้าง.. สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสให้ก่อพระเจดีย์ฐานสวมศพพระมหาอุปราชไว ้ตำบลตระพังตรุ...

 ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดให้ค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถี เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ได้ช่วยกัน ค้นพบกองมูลดินปกคลุมด้วยต้นไม้ จึงได้ดำเนินการพิสูจน์หาหลักฐานประกอบแน่ชัดว่าเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้ สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ในครั้งทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโสมนัสที่ได้ค้นพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีนี้ จึงได้เสด็จ พระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวงถวายราชสักการะ เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๖ มีประกาศสังเวยเทวดา โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์และทรงอ่าน ในวันสังเวยครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จ พระราชดำเนินไปบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งขณะนั้นเจดีย์ยุทธหัตถียังเป็นมูลดินปกคลุมด้วยต้นไม้
        ในปีต่อมารัฐบาลได้ตระหนักถึงพระราชวีรกรรมและคุณูประการอันยิ่งใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีต่อประเทศชาติไทยอันควร จะได้เทิดทูน พระเกียรติยศให้ปรากฎเป็น พระบรมราชานุสาวรีย์และประกาศให้ถือวันที่ ๒๕ มกราคมของทุกปี เป็นวันสำคัญ วันหนึ่งของชาติไทยและกองทัพไทย จึงได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร มหาราชโดยครอบองค์สถูปมูลดินนั้นไว้ เมื่อการก่อสร้าง สำเร็จแล้ว คณะรัฐมนตรีโดยมีจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอ พระราชทานเป็นงานรัฐพิธี เสด็จพระราชดำเนินไปทรง เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒
ที่มา http://intranet.m-culture.go.th/suphanburi/narason.htm
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #305 on: 04 August 2007, 18:35:35 »

พระกรุวัดเงินคลองเตย
(พระเศรษฐีรามัญ) ผู้อุดมด้วยลาภ
[/b
] [/color]
ชาวรามัญหรือมอญ เดิมเป็นชนชาติผู้มีอารยธรรมอยู่ในประเทศพม่า มีประวัติความเป็นมานับพันปีมีความผูกพันกับชาวไทย มาแต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ 400 กว่าปีมาแล้ว โดยเข้าร่วมรบกับกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตีทัพพม่า มีความดีความชอบเป็นอันมาก แม้พระมหาเถรคันฉ่องอันเป็นพระภิกษุมอญ ผู้ที่ช่วยชีวิตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเอาไว้ ที่เมืองแครงก็ได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระนพรัตน์" ครองวัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)

พระกรุวัดเงินคลองเตย
พิมพ์สังกัจจายน์ไม่มีหู


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ชาวมอญได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาพเป็นอันมาก ทรงพระราชทานที่ดินให้เป็นชุมชนมอญทั้งในกรุงเทพฯ ปากเกร็ด ปทุมธานี ราชบุรี กาญจนบุรี และนครเขื่อนขันธ์(พระประแดง)
ชาวมอญชำนาญด้านการค้า ทั้งเครื่องดินเผาและสินค้าการเกษตร ไปจนถึงงานฝีมือ ส่วนนักรบมอญเองก็มีฝีมือทางการรบ เข้าอาสาทำราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นอันมาก ร่วมรบในสงคราม ท่าดินแดงและสงคราม 9 ทัพ อย่างกล้าหาญ
ชุมชนมอญที่พระประแดง นับว่าใหญ่โตกว้างขวางและเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เป็นชุมชนที่สามารถรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของมอญไว้ได้อย่างงดงาม แม้ประเพณีสงกรานต์มอญ หรือที่เรียกว่า "งานสงกรานต์ปากลัด" ก็ยังคงสืบทอดและเป็นที่รู้จักของชาวไทยทั่วประเทศมาจนทุกวันนี้
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #306 on: 04 August 2007, 18:44:45 »


พระกรุวัดเงินคลองเตย ชาวรามัญ ( มอญ ) ได้สร้างไว้
แม้ในพม่ารัฐบาลทหารจะถือว่ามอญเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ในเมืองไทยนั้นชาวมอญหรือที่เรียกว่า "คนไทยเชื้อสายมอญ" คือ ผู้ที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย

100 กว่าปีมาแล้ว ขุมชนที่ตำบลบางกอบัว มีเศรษฐีสองคนผัวเมีย ทำมาค้าขายจนมีฐานะดี แต่ไร้ทายาทสืบทอดสกุล จึงมาปรากฏว่า เมื่อเราทั้งสองไม่มีผู้สืบสกุล อายุก็มากแล้วควรจำนำทรัพย์สมบัติของเราฝากไว้ในพระพุทธศาสนา เกลือกว่าในชาติหน้าจักได้ดำรงมนุษยสมบัติพร้อมบริวารและทายาทสืบไป

สองสามีภรรยาจึงแจวเรือข้ามมาฝั่งตรงข้าม อันเป็นเขตเรือกสวยอันสงบ จึงติดต่อขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด เจ้าของที่ดินเห็นว่าดีมีประโยชน์จึงขายให้ สองสามีภรรยาจึงสร้างวัดขึ้นจนสำเร็จและได้ให้นามวัดว่า "วัดเงิน"

ตามประเพณีของรามัญ เมื่อสร้างวัดและโบสถ์ตลอดจนขอพระราชทาน "วิสุงคามสีมา" แล้ว ต้องสร้างเจดีย์ทรงจอมแห (เจดีย์มอญแบบมัณทะเล) เอาไว้ จึงเป็นปฐมเหตุของเจดีย์ใหญ่ในวัด
เมื่อสร้างเจดีย์แล้ว ตามคตินิยมต้องสร้างพระไว้สืบอายุพระพุทธศาสนา จึงมีการสร้างพระขึ้นเพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์ จากนั้นทุกอย่างก็ผันแปรไปตามกาลเวลา จนเกิดวัดข้างเคียงขึ้นโดยคหบดีชาวไทย ชื่อ "วัดทอง" เป็นที่สักการะของชาวไทยและมอญตลอดมา

ประมาณปีพุทธศักราช 2460 เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เรือบรรทุกข้าวเปลือกจะไปส่งโรงสีที่พระประแดงที่โยงกันมา เกิดอุบัติเหตุหลุดจากพวง กระแสลมและน้ำพัดเอาเรือบรรทุกข้าวเปลือก ชนกระแทกกับพระเจดีย์ที่อยู่ริมน้ำจนเกิดรอยปริร้าวและชำรุดเป็นรูใหญ่ พระผงสีขาวทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก

ทางวัดเงินได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย จึงบูรณะเจดีย์ใหม่ นำพระบรรจุกลับเข้าไป และสร้างเขื่อนกันกระแทกขึ้น เรื่องจึงยุติลง ทว่าชะตาวัดเงินยังไม่พ้นเคราะห์ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สั่งให้สำรวจสถานที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อจัดสร้างท่าเทียบเรือสินค้าและสำนักงานศุลกากร ให้เป็นมาตรฐานสากล คณสำรวจปักหมุดแดงลงบนพื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดเงินและวัดทองเป็นเขตเวนคืนที่ดิน
พุทธศักราช 2490 พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินประกาศใช้บังคับ กรรมการศาสนาประสานงานถอนวิสุงคามสีมาให้หมดสภาพวัด ให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้าง เพื่อมอบให้รัฐบาลดำเนินการสร้างท่าเรือ วัดเงินย้ายไปอยู่ตรอกวัดจันทน์ เปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดไผ่เงิน" ส่วนวัดทองย้ายไปอยู่ริมถนนสุขุมวิท เรียกว่า "วัดธาตุทอง"

ในระหว่างการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในวัดเงิน เมื่อรื้อพระเจดีย์พบกรุพระจำนวนมหาศาลมีหลายหลากมากพิมพ์ ทางวัดได้นำออกมาให้บูชาเพื่อสมทบทุนโยกย้ายวัด จึงเป็นเหตุให้มีการแพร่หลายของพระกรุวัดเงินคลองเตย

จากประวัติที่ทางวัดได้พิมพ์เผยแพร่ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า
"วัดเงิน" เป็นวัดที่ผู้สร้างวัดเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย เป็นชายไทยเชื้อสายมอญจากฝั่งบางกอบัวเจดีย์และพระที่พบในพระเจดีย์ จึงเป็นของแต่ครั้งสร้างวัด เมื่อ 80 กว่าปีก่อนเป็นแน่"

พระวัดเงินคลองเตย เป็นพระเนื้อผงวิเศษผสมผงปูนหอย ไม่มีมวลสารอื่นใดนอกจากตังอั๊วและวัสดุโยงยืดบางอย่าง ที่นักเลงพระหลายท่านลงความเห็นว่า เป็นเม็ดขนุนนำมาต้มให้หนืดแล้วเอาแต่เนื้อมาโขลผสมกับผงวิเศษให้เนื้อนุ่มและแกร่ง

มีคราบหินปูนอันเกิดจากแคลเซียมและปฏิกิริยาทาเคมีของเนื้อพระ กับความร้อนความเย็นและไอระเหยของกรดที่อยู่ในพระเจดีย์ที่เรียกว่า "คราบฟองเต้าหู้" ลักษณะคราบฟองเต้าหู้ของวัดพระเงินคลองเตยคล้ายกับคราบฟองเต้าหู้ของพระสมเด็จบางขุนพรหมกรุใหม่ เปิดกรุเมื่อ พ.ศ. 2500 จนถือเป็นทฤษฏีว่า หากดูคราบกรุวัดเงินคลองเตยได้ ก็ดูคราบกรุบางขุนพรหมกรุใหม่ได้เช่นกัน

พระวัดเงินคลองเตยมีพระพุทธคุณตามนามวัด คือ "เงิน" ผู้สวมใส่ติดตัวจะอุดมด้วยลาภผลและทรัพย์สินเงินทอง พ่อค้าแม่ค้าแถวตลาดคลองเตยนิยมแขวนกันมาก และยังมีแคล้วคลาด เช่น รถบรรทุกแม่ค้าผักย่านคลองเตยคว่ำเทกระจาด บาดเจ็บและตาบหลายคน แต่แม่ค้าที่แขวนพระเงินคลองเตยกับมีแค่รอยฟกช้ำตามสมควรเท่านั้น

ปัจจุบันวัดพระเงินคลองเตย ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะพิมพ์พิเศษหรือพิมพ์สังกัจจายน์ราคาเป็นแสน แต่บางพิมพ์ก็พอหาได้ในหลักพันกลางถึงปลายเท่านั้น

นามของวัดว่า "วัดพระเงิน" เป็นมงคลอยู่ในตัว คนที่มีพระวัดเงินมักมีเงินติดตัวไม่ขาดมือ เป็นความเชื่อของนักเลงที่พูดกันมาจนทุกวันนี้
ทีมา ศูนย์พระดอทคอม  http://www.soonphra.com/content/viewtopic/viewtopic.php?topicid=105&topicdetailid=128
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #307 on: 06 August 2007, 14:21:32 »


พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และราชสกุล
พระราชประวัติที่เกี่ยวกับครัวมอญ และพระกรณียกิจทั่วไปของพระองค์ ที่ลงไว้ตอนแรกเป็นประย่อ
....เมื่อเขียนถึงตรงนี้นึกขึ้นถึงคำราชทูตฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเอาใจใส่ศึกษาพงศาวดารประเทศทางตะวันออกนี้  เคยแสดงความเห็นแก่ฉันว่า  สังเกตตามเรื่องที่ฝรั่งมาทำหนังสือสัญญาเมื่อรัชกาลที่ ๔ นั้น  เมืองไทยใกล้จะเป็นอันตรายมากทีเดียว  ถ้าหากไม่ได้อาศัยพระสติปัญญาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไข  ประเทศสยามก็อาจจะไม่เป็นอิสระสืบมาได้  คำที่เขาว่านี้พิเคราะห์ในพงศาวดารก็สมจริง 

ในชั้นนั้นมีประเทศเป็นอิสระอยู่ทางตะวันออกนี้ ๕ ประเทศด้วยกันคือ พม่า ไทย ญวน จีน และญี่ปุ่น  นอกจากเมืองไทยแล้วต้องยอมทำหนังสือสัญญาด้วยถูกฝรั่งเอากำลังบังคับทั้งนั้น  ที่เป็นประเทศเล็กเช่นพม่าและญวนก็เลยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเมื่อปลายมือ เมืองที่เป็นประเทศใหญ่หลวงเช่นเมืองจีนก็จลาจลและลำบากยากเข็ญสืบมาจนทุกวันนี้  กลับเอาตัวรอดได้แต่ประเทศญี่ปุ่น  เพราะเขามีคนดีมากและมีทุนมากด้วย  ถึงกระนั้นก็ต้องรบราฆ่าฟันกันเองแล้วจึงตั้งตัวได้  มีประเทศสยามประเทศเดียวที่ได้ทำหนังสือสัญญากับฝรั่งโดยฐานมิตร  และบ้านเมืองมิได้เกิดจลาจลเพราะทำหนังสือสัญญา 


แต่น่าอนาถใจอยู่ที่ทุกวันนี้ผู้รู้พระคุณของทูลกระหม่อมมีน้อยตัวลงทุกที  ถึงมีเสียงคนชั้นสมัยใหม่  กล่าวว่าหนังสือสัญญาที่ทำเมื่อรัชกาลที่ ๔  เสียเปรียบฝรั่งเพราะไทยในสมัยนั้นไม่รู้เท่าถึงการ  เมื่อคิดต่อไปในข้อนี้ ดูเป็นโอกาสที่ฉันจะสนองพระเดชพระคุณทูลกระหม่อมได้อีกบ้างเมื่อแก่ชรา  ด้วยแถลงความจริงให้ปรากฏ เพราะเมื่อฉันเป็นนายกกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร  และเป็นนายกราชบํณฑิตยสภาต่อมา  ได้อ่านหนังสือเก่าทั้งที่รวบรวมฉบับได้ในประเทศนี้และที่ได้มาจากต่างประเทศ  พบอธิบายเรื่องเนื่องในพระราชประวัติของทูลกระหม่อมซึ่งยังมิใคร่มีใครทราบหรือทราบแต่เรื่องไม่รู้ถึงต้นเหตุมีอยู่มาก....


นี้เป็นความในหนังสือ "ความทรงจำ" พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ขอใช้หนังสือเล่มนี้ในพระราชประวัติในรัชกาลที่ ๔ นะครับ

จากคุณ : กัมม์
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #308 on: 06 August 2007, 14:26:24 »

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อก่อนเสวยราชย์(พ.ศ. ๒๓๔๓ - ๒๓๙๔)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็สมภพในรัชกาลที่ ๑  เมื่อปีชวด  วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗  ในวันนั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถ(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)ยังทรงดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร  เสด็จประทับอยู่ ณ พระราชวังเดิมครั้งกรุงธนบุรี  ด้วยกันกับสมเด็จ (พระศรีสุริเยนทร) บรมราชชนนี  ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าฝ่ายในด้วยเป็นพระธิดาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอมาตั้งแต่ประสูติจนสิ้นรัชกาลที่ ๑ เมื่อพระชันษาได้ ๖ ปี  ในระหว่างนั้นได้เฝ้าและทรงจำพระบรมอัยกาธิราชพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้  ด้วยเหตุนี้เมื่อทรงสร้างพระมหาสถูปองค์ที่ ๔ ที่วัดพระเชตุพนฯ จึงมีพระราชดำรัสสั่งไว้ว่า  พระเจ้าแผ่นดินภายหลังไม่ต้องทรงถือเป็นแบบอย่าง  เพราะพระเจ้าแผ่นดิน ๔ พระองค์นั้นได้เคยทรงเห็นกันและกัน  ดังนี้

ถึงรัชกาลที่ ๒  เสด็จเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวังประทับที่ตำหนักแดง(อยู่ตรงที่สร้างตำหนักสมเด็จกรมพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี)  อันสมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์กับสมเด็จพระชนนีเคยเสด็จมาอยู่แต่ก่อน(๑)  ทรงพระยศเป็นสมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่  คนทั้งหลายเรียกกันว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าองค์ใหญ่"  แต่มักเรียกกันโดยสะดวกปากว่า "ทูลกระหม่อมใหญ่"  มิฉะนั้นก็เรียกว่า "เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่" หรือ "เจ้าฟ้าใหญ่"  เรียกกันอย่างนี้สืบมาจนเสวยราชย์(๒)

จะกล่าวถึงเรื่องพระราชทานพระนามแทรกลงตรงนี้สักหน่อย  ด้วยมีผู้แต่งหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระราชทานนามว่า "เจ้าฟ้ามงกุฎ" มาแต่แรกประสูติ  ความจริงจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้  ด้วยประเพณีการพระราชทานพระนามเจ้าฟ้ามีมาแต่โบราณ  พระราชทานต่อเมื่อพระชันษาได้ ๙ ปี (หรือมิฉะนั้นก็เมื่อโสกันต์)  มีพิธีสำหรับการนั้นโดยเฉพาะ  คำที่เรียกเมื่อก่อนได้พระราชทานพระนามเป็นแต่คนทั้งหลายเรียกกันโดยสมมต เช่นเรียกว่า เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ และพระองค์น้อยเป็นต้น  บางทีก็ใช้คำแปลกออกไปตามเหตุ  ยกตัวอย่างในกรุงศรีอบุธยา เช่นเรียกว่า เจ้าฟ้าเพ็ชร เจ้าฟ้าพร เจ้าฟ้ากุ้ง และเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ(๓) เป็นต้น

ประเพณีพระราชทานพระนามเจ้าฟ้าในกรุงรัตนโกสินทร์นี้มีจดหมายเหตุปรากฏชัด  เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จผ่านพิภพ  มีพระราชโอรสธิดาเป็นเจ้าฟ้า ๔ พระองค์  ที่ทรงเจริญวัยแล้วพระราชทานพระนามเป็นกรมทีเดียว ๓ พระองค์ คือ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรพระองค์ ๑  เจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์พระองค์ ๑  เจ้าฟ้าหญิงกรมขุนสุนทรเทพพระองค์ ๑  เจ้าฟ้าพระราชธิดาองค์น้อยยังทรงพระเยาว์พระราชทานพระนาทว่าเจ้าฟ้าประภาวดี ภายหลังจึงสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเทพยวดี  ต่อมาเมื่อเสวยราชย์แล้วมีเจ้าฟ้าพระราชธิดาอีกพระองค์ ๑ พระราชทานนามว่าเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีอีกพระองค์ ๑  เมื่อรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชโอรสเป็นเจ้าฟ้าเมื่อก่อนเสวยราชย์ ๒ พระองค์  และมีพระราชโอรสเมื่อเสวยราชย์แล้วเป็นเจ้าฟ้าอีก ๓ พระองค์  เจ้าฟ้า ๕ พระองค์นั้นเจริญพระชันษาทันรับพระราชทานนามในรัชกาลที่ ๒ แต่ ๓ พระองค์ คือ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)ได้รับพระราชทานพระนามเมื่อทำพิธีลงสรงพระองค์ ๑  ต่อนั้นมาพระราชทานนามเจ้าฟ้าจุฑามณี(พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)พระองค์ ๑  กับเจ้าฟ้าอาภรณ์อีกพระองค์ ๑  แต่เจ้าฟ้าอีก ๒ พระองค์ยังทรงพระเยาว์ไม่ทันได้รับพระราชทานนามในรัชกาลที่ ๒ เรียกพระนามแต่ว่าเจ้าฟ้ากลาง(คือสมเด็จฯกรมพระยาบำราบปรปักษ์) กับเจ้าฟ้าปิ๋วๆสิ้นพระชนม์เสียในรัชกาลที่ ๓  เหลือแต่เจ้าฟ้ากลางมาจนถึงรัชกาลที่ ๔  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า เจ้าฟ้ามหามาลา 

พิเคราะห์ตามเยี่ยงอย่างที่ปรากฏดังกล่าวมา  เห็นได้ว่าการพระราชทานนามเจ้าฟ้าแต่เริกประสูตินั้น  เมื่อรัชกาลที่ ๑ ยังหามีธรรมเนียมไม่  ที่จริงประเพณีพระราชทานพระนามเจ้าฟ้าแต่แรกเมื่อประสูติ(ได้เดือนหนึ่ง)  เพิ่งมาเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ ด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดจะให้คนสมมตเรียกกันตามชอบใจ  เช่นเจ้าฟ้ากุ้งและเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ  จึงพระราชทานนามแต่แรกประสูติ  ถึงกระนั้นก็ยังไม่พ้นคนเรียกตามสมมต เช่นว่าทูลกระหม่อมใหญ่และทูลกระหม่อมเล็ก เป็นต้น  ด้วยถือว่าเป็นการเคารพ 

ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระราชทานพระนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ยังมีข้อค้านอีกข้อหนึ่ง  ด้วยเจ้าฟ้าชายพระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระองค์หนึ่ง พระองค์นั้นเป็น "หัวปี" ก็มิได้พระราชทานพระนาท  และไม่มีพระนามปรากฏ  เพราะสิ้นพระชนม์เสียแต่เมื่อยังทรงพระเยาว์  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯให้เรียกพระนามว่า "เจ้าฟ้าราชกุมาร" 

อธิบายที่กล่าวมาเป็นหลักฐานให้เห็น  ว่าที่อ้างว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระราชทานนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า เจ้าฟ้ามงกุฎฯ นั้นไม่มีมูล

ยังมีข้ออื่นอีกซึ่งกล่าวในหนังสือเฉลิมพระเกียรตินั้น  ข้อหนึ่งว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้เอาเศวตฉัตรไปแขวนตรงที่ประสูติ  ข้อนี้ก็เกิดขึ้นด้วยคนแต่งเป็นไพร่  ไม่รู้คำอธิบายของคำที่พูดกันว่าเจ้านายประสูติ "ในเศวตฉัตร" หรือ "นอกเศวตฉัตร" อันที่จริงหมายความเพียงว่าประสูติเมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสวยราชย์แล้วหรือประสูติเมื่อก่อนเสวยราชย?เมท่านั้นเอง  ประเพณีเอาเศวตฉัตรไปแขวนสำหรับให้เจ้านายประสูติใต่ร่มเงาหามีไม่  อีกข้อหนึ่งซึ่งว่าเมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรประชวรพระครรภ์  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จไปประทับอยู่ที่ตำหนักแพ  ให้ข้าหลวงคอยสืบพระอาการมากราบทูล  ข้อนี้เห็นได้ว่าเป็นความเท็จไม่มีมูล  ด้วยสมเด็จพระศรีสุริเยนทรเคยมีพระราชโอรสแล้ว  หามีเหตุที่จะทรงพระวิตกไม่  แม้จะมีเหตุถึงต้องทรงพระวิตก ถ้าทรงพระวิตกมากก็คงเสด็จไปเยี่ยมถึงวัง  ถ้าไม่ถึงเช่นนั้นก็คงเป็นแต่โปรดฯให้ข้าหลวงไปสืบพระอาการมากราบทูลที่ในพระราชวัง  เหตุใดจึงจะเสด็จไปประทับให้สืบพระอาการอยู่ครึ่งทางที่ตำหนักแพ 

ข้อความเหล่านี้เป็นของผู้ไม่รู้ราชประเพณี  ประดิษฐ์ขึ้นในหนังสือที่ตนแต่ง หวังจะให้คนชมว่ารู้มาก  แต่น่าอนาถใจที่มีบุคคลชั้นสูงอันควรจะรู้ว่าเป็นเท็จยอมเชื่อถึงคัดเอามาลงในหนังสือที่ตนแต่งพิมพ์ในภายหลัง  ฉันได้เคยต่อว่าก็แก้แต่ว่า  ถึงไม่จริงนักก็เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ฉันเห็นว่าแต่งหนังสือเฉลิมพระเกียรติ  ควรกล้าวแต่ที่เป็นความจริง  ถ้าเอาความเท็จมากล่าวหาเป็นพระเกียรติไม่  หนังสือเฉลิมพระเกียรติด้วยความเท็จที่ว่ามามีฉบับพิมพ์แพร่หลายอยู่  ดูเหมือนผู้ที่หลงเชื่อกันว่าจริงมีมาก  ฉันจึงเห็นควรบอกไว้ให้ทราบ
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #309 on: 06 August 2007, 14:37:37 »

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว [/size]
ต่อไปเรื่อยๆกว่าจะจบ
การศึกษาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้เริ่มเรียนอักขรสมัยในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ชุน) วัดโมฬีโลกฯ(๑)  แต่ยังเสด็จอยู่ในพระราชวังเดิม  ครั้นเสด็จเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ก็ทรงศึกษาความรู้สำหรับพระราชกุมารต่อมา  พึงสันนิษฐานได้ว่า  วิชาความรู้อย่างใดที่นิยมกันในสมัยนั้นว่าสมควรแก่ขัตติยราชกุมารอันสูงศักดิ์  คงได้ศึกษาต่อผู้เชี่ยวชาญวิชาการนั้นๆทุกอย่าง  ข้อนี้เห็นปรากฏในสมัยเมื่อเสวยราชย์ แม้ได้เสด็จไปทรงผนวชอยู่ถึง ๒๗ พรรษา  ยังทรงม้าและยิงปืนไฟได้ไม่ลืม ถ้าว่าโดยย่อ  วิชาความรู้อย่างใดซึ่งตามคติโบราณนิยมว่าพระราชกุมารอันสูงศักดิ์ควรทรงศึกษา  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงได้ทรงศึกษาสมบูรณืทุกอย่าง  เพราะมีโอกาสในรัชกาลที่ ๒ เป็นเวลาถึง ๑๖ ปี

ในเวลาเมื่อเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระราชโอรสนั้น  สมเด็จพระบรมชนกนาถได้โปรดให้มีการพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง  เป็นต้นแต่เมื่อพระชันษาได้ ๙ ปี  มีการพระราชพิธีลงสรง ซึ่งทำเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๕๔ พระราชทานพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ามงกุฏ สมมุติเทววงศ์ พงศ์อิศวรกษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร"  ต่อการพิธีลงสรงมาถึงปีกุน พ.ศ. ๒๓๕๘ พวกมอญมณฑลเมาะตะมะเป็นขบถต่อพม่า  แล้วพากันอพยพครอบครัวหนีมาขออาศัยอยู่ในประเทศสยาม  เหมือนอย่างพวกพญาเจ่งเคยอพยพมาแต่ก่อน  มอญอพยพมาคราวนี้ สมิงสอดเบา(ซึ่งได้เป็นที่พระยารัตนจักร)เป็นหัวหน้า  มีจำนวนคนราว ๔๐,๐๐๐ อพยพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์  แขวงจังหวัดกาญจนบุรีทาง ๑  ทางด่านแม่สอด แขวงจังหวัดตากทาง ๑  ทางจังหวัดอุทัยธานีก็มาบ้าง  แต่จำนวนไม่มากเหมือนทางจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดตาก  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านถาลัยโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จไปทรงตั้งเมืองปทุมธานีเป็นที่อยู่ของมอญที่อพยพมาคราวนี้(๒) และโปรดฯให้เจ้าพระยาอภัยภูธร สมุหนายก  คุมกำลังแลเสบียงอาหารขึ้นไปรับครัวมอญที่เมืองตาก  ส่วนทางด่านพระเจดีย์สามองค์นั้นโปรดฯให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นพระชันษาได้เพียง ๑๒ ปี  มีเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นพระอภิบาล  เสด็จคุมกำลังและสะเบียงอาหารขึ้นไปรับครัวมอญที่เมืองกาญจนบุรี  การที่ต้องมีคนสำคัญคุมกำลังลี้พลออกไปรับพวกชาวต่างประเทศที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารนั้น  มีความจำเป็นด้วยอาจจะมีกองทัพข้างฝ่ายโน้น ยกติดตามจับพวกครอบครัวล่วงเลยเข้ามาในพระราชอาณาเขต  หรือมิฉะนั้นพวกครัวที่อพยพมานั้นเอง เพราะมากด้วยกันอาจจะกำเริบเบียดเบียนประชาชน  จึงแต่งกำลังไปป้องกันเหตุร้ายทั้ง ๒ สถาน  และมีสะเบียงอาหารไปแจกจ่ายแก่พวกครัวมิให้เดือดร้อน  เหตุใดจึงโปรดฯให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเป็นนายกไปครั้งนั้น  พิเคราะห์ดูเหมือนจะมีพระราชประสงค์ให้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โอกาสทรงศึกษากระบวนทัพศึก ทำนองเดียวกับพระองค์เองได้เคยเริ่มทรงศึกษาด้วยตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถไปในการสงครามกับพม่าท่แต่ยังทรงพระเยาว์  อีกสถานหนึ่งจะให้ปรากฏถึงเมืองพม่า  ว่าโปรดฯให้สมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่เสด็จออกไปรับ  ข้าศึกจะได้ครั่รคร้าม  และพวกมอญที่เข้ามาสวามิภักดิ์ก็จะได้อุ่นใน  ส่วนทางการนั้นให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา

ต่อมาอีกปีหนึ่งถึงปีชวด พ.ศ. ๒๓๕๙  พระชันษา ๑๓ ปี  มีการพระราชพิธีโสกันต์  ทำเต็มตำราโสกันต์เจ้าฟ้า  คือปลูกเขาไกรลาสและที่สรงสนานเป็นต้น  แล้วทรงผนวชเป็นสามเณรในปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐  ประทับอยู่วัดมหาธาตุฯ ๗ เดือนแล้วจึงลาผนวช  กล่าวกันว่า เอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นสมาเณรนั้น  สมเด็จพระสังฆราช(มี)เป็นพระอุปัชฌาย์  สมเด็จพระญาณสังวร(สุข)เป็นพระอาจารย์ถวายศีล  แต่พิเคราะห์ตามเหตุการณ์น่าจะกลับกันกับที่กล่าว  คือสมเด็จพระญาณสังวรเป็นพระอุปัชฌาย์  และสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอาจารย์ถวายศีล  เพราะสมเด็จพระญาณสังวรเป็นผ้มีพรรษาอายุมากนั่งหน้าสมเด็จพระสังฆราช(มี)  ทั้งเป็นที่เคารพนับถือของพระราชวงศ์มาแต่ในรัชกาลที่ ๑  แม้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวรมาแต่ก่อน(๓)  น่าจะได้เป็นพระอุปัชฌาย์  และยังมีหลักฐานประกอบอีกอย่างหนึ่ง  ด้วยถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างเจดีย์ขึ้น ๒ องค์เป็นคู่กันอยู่ที่ลานหน้าวัดราชสิทธาราม(อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระญาณสังวร)  องค์หนึ่งทรงขนานนามว่า "พระสิราสนเจดีย์" ทรงอุทิศในพระนามของพระบาทสมเด้จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  อีกองค์หนึ่งขนานนามว่า "พระสิราจุมภตเจดีย์" เป็นพระบรมราชูทิศในพระนามของพระองค์เองยังปรากฏอยู่  ตรัสว่าเพราะได้เคยเป็นศิษย์สมเด็จพระญาณสังวรมาด้วยกันทั้ง ๒ พระองค์

เมื่อลาผนวชสามเณรแล้ว  เสด็จมาประทับในบริเวณวังข้างฝ่ายหน้า  จะสร้างตำหนักขึ้นใหม่หรือจะใช้สถานอันใดที่มีอยู่แล้วจัดเป็นตำหนัก  ข้อนี้หาทราบไม่ ปรากฏแต่ว่าเสด็จประทับอยู่ข้างด้านหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ใกล้ประตูสุวรรณภิบาล  คงอยู่ตรงที่สร้างโรงกษาปณ์ใหม่ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเรียกว่า "หอราชพิธีกรรม" ในบัดนี้  สมเด็จพระบรมนชกนาถโปรดฯให้ทรงบัญชาการกรมมหาดเล็ก  ทั้งรับราชการอย่างอื่นอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์เป็นนิจ  ทรฝึกสอนราชศาสตร์พระราชทานเอง  และในตอนนี้คงทรงศึกษาวิชาวิสามัญต่างๆสำหรับพระราชกุมารด้วย  เสด็จประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังจนถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๖๕  ครั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีสิ้นพระชนม์ จึงได้พระราชทานวังเดิมครั้งกรุงธนบุรี  ให้เสด็ออกอยู่ต่างวังเมื่อพระชันษาได้ ๑๘ ปี  แต่ให้ทรงครอบครองพระราชวังเดิมไม่ถึง ๓ ปี  พอปีวอก พ.ศ. ๒๓๖๗  พระชันษาถึง ๒๑ ปี  เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุตามประเพณี  พอทรงผนวชได้ ๑๕ วัน  ก็เผอิญเกิดวิบัติด้วยสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคต(๔
(๑) รวมอาจารย์กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

(๒) เรียกกันว่า มอญใหม่  เรียกพวกมอญที่อพยพมากับพระยาเจ่ง(คชเสนี)เมื่อครั้งกรุงธนบุรีว่า "มอญเก่า"

(๓) ที่สมเด็จพระญาณสังวร ไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมาแต่ก่อนเพราะท่านทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ  ไม่ได้เป็นเปรียญ  แต่เมื่อสมเด็จพระสังฆราช(มี)สิ้นพระชนม์  พระบาทสมเด้จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ทรงตั้งสมเด็จพระญารณสังวรเป็นสมเด็จพระสังฆราช  เฉลิมพระราชศรัทธาเมื่ออายุท่านถึง ๙๐ ปี  เรียกกันว่า "สังฆราชไก่เถื่อน" เพราะท่านเชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระ  นัยว่าอาจให้ไก่เถื่อนเชื่องได้ด้วยอำนาจพรหมวิหารของท่าน  รูปหล่อสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้กับฐานจำหลักลายเป็นรูปไก่เถื่อนมีอยู่ในวัดมหาธาตุฯ

(๔) ทำไฮไลน์เพราะต้องการเน้น  มีหลายท่านหนังสือหลายเล่มกล่าวว่า เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จไปทรงผนวชเพื่อหนีราชภัย  ความจริงพระองค์ท่านเสด็จทรงผนวชตามราชประเพณีก่อนสมเด็จพระราชบิดาจะทรงประชวรด้วยซ้ำ   และเมื่อทรงพระประชวรนั้นก็ไม่มีใครจะคิดว่าจะเสด็จสวรรคตเพราะทรงประชวรอยู่เพียง ๘ วันเท่านั้น*
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #310 on: 06 August 2007, 14:44:48 »


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เริ่มประชวรเมื่อเดือน ๘ แรม ๔ ค่ำ ปีวอป พ.ศ. ๒๓๖๗  แต่รู้สึกพระองค์ว่าเมื่อยมึนไป เสวยพระโอสถข้างที่ไม่ถูกโรค  เลยเกิดพระอาการเชื่อมซึมจนไม่สามารถจะตรัสได้แก้อย่างไรก็ไม่ฟื้น  ประชวรอยู่ ๘ วัน  ถึงวันพุธ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ก็เสด็จสวรรคตไม่ได้ดำรัสสั่งมอบเวนราชสมบัติพระราชทานแก่เจ้านายพระองค์ใดให้เป็นที่รัชทายาท  พระราชวงศ์กับเสนาบดีหัวหน้าราชการทั้งปวงจึงต้องประชุมปรึกษากันตามธรรมเนียมโบราณ  ว่าจะควรเชิญเจ้านายพระองค์ใดขึ้นเสวยราชย์ครอบครองบ้านเมือง  ในเวลานั้นถ้าว่าตามนิตินับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานสมควรจะได้รับราชสมบัติ เพราะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสองค์ใหญ่อันเกิดด้วยพระอัครมเหสี  แต่เผอิญในเวลานั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร(คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)  ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่  เจริญพระชันษากว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึง ๑๗ ปี  ได้ทรงบังคับราชการต่างพระเนตรพระกรรณเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๒ ผู้คนยำเกรงนับถืออยู่โดยมาก  ที่ประชุมเห็นว่า ควรถวายราชสมบัติแก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทรบ้านเมืองจึงจะเรียบร้อยเป็นปกติ  จึงอาศัยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัทรงผนวชอยู่  ให้ไปทูลถามว่าจะทรงปรารถนาราชสมบัติหรือทรงผนวชต่อไป  ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบกิตติศัพท์อยู่แล้ว  ว่าคิดกันจะถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพิจาราเห็นว่าถ้าพระองค์ปรารถนาราชสมบัติในเวลานั้น  พระราชวงศ์คงแตกสามัคคีกัน  อาจจะเลยเกิดเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง  ตรัสปรึกษาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ซึ่งเป็นพระเจ้าน้าองค์น้อย  ทูลแนะนำว่าควรคิดเอาราชสมบัติตามที่มีสิทธิ์  พระบาทสมเด็จพระเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นชอบด้วย  ไปทูลปรึกษากรมหมื่นนุชิตชิโนรส พระปิตุลาซึ่งทรงผนวชอยู่  กับทั้งกรมหมื่นเดชอดิศร พระเชษฐาซึ่งทรงนับถือมาก  ทั้งสองพระองค์ ตรัสว่าไม่ใช่เวลาควรจะปรารถนา อย่าหวงราชสมบัติดีกว่า  เพราะฉะนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฟังคำถาม  จึงตรัสตอบว่ามีพระราชประสงค์จะทรงผนวชอยู่ต่อไป ก็เป็นอันสิ้นความลำบากในการที่จะถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

การที่ถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนั้น  เมื่อพิจารณาในเรื่องพงศาวดารไม่น่าพิศวงด้วยในรัชกาลที่ ๒ นั้น  มีเจ้านายเป็นหลักราชการมาแต่แรก ๓ พระองค์  คือสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์พระองค์ ๑  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชาสมเด็จพระศรีสุริเยนพรมราชินีพระองค์ ๑  และพระองค์เจ้าทับ พระเจ้าลูกยาเธอองค์ใหญ่ซึ่งสถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระองค์ ๑  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรฯทรงกำกับราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไป  โปรดฯใหเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงกำกับกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงวัง  และโปรดฯให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทรทรงกำกับกระทรวงพระคลัง  เป็นเช่นนั้นมา ๘ ปี  ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ กรมพระราชวังบวรฯสวรรคต ต่อนั้นเจ้าฟ้ากรมหวงพิทักษ์มนตรีก็เป็นหัวหน้าในราชการ  ต่อมาอีก ๕ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๖๔ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีสิ้นพระชนม์  เหลือแต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทรก็ได้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณต่อมาถึง ๓ ปี  ในเวลาเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ กรมหมื่นเจษฎาบดินทรได้ทรงบังคับบัญชาราชการอยู่โดยมาก  ถ้าถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็เหมือนถอดถอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจากอำนาจที่มีอยู่แล้ว  ถ้าไม่ทรงยอมจะทำอย่างไร พฤติการณ์เป็นเช่นนั้น จึงต้องถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรื่องนี้มีกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกอย่างหนึ่ง  เคยตรัสปรารภว่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงรับราชสมบัติในครั้งนั้น  ที่จริงกลับเป็นคุณแก่ประเทศสยาม  เพราะในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาวิชาความรู้แต่ตามแบบโบราณ  การงานในบ้านเมืองก็ทรงทราบเพียงเท่ากับเจ้านายพระองค์อื่น  ถ้าได้รับราชสมบัติในเวลานั้น  พระบรมราโชบายในการปกครองบ้านเมือง  ก็น่าจะเป็นทางเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง  ที่ทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๓ ได้มีโอกาสเสด็จไปเที่ยวธุดงค์  ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศและทรงทราบความสุขทุกข์ของราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ ด้วยพระองค์เอง  กับทั้งได้โอกาสทรงศึกษาวิชาความรู้และภาษฝรั่ง  พอทันเวลาที่ฝรั่งจะเริ่มแผ่อำนาจมาถึงประเทศสยาม  พิเคราะห์ดูราวกับชาตาบ้านเมืองบันดาลให้เสด็จรอมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต่อเมื่อมีความสามารถจะอำนวยรัฏฐาภิปาลโนบายได้ตามความต้องการของบ้านเมือง  กระแสพระราชปรารภที่ว่ามานี้  ถ้าพิจารณาในเรื่องพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ดูเป็นอัศจรรย์จริง

จะเล่าเรื่องพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวช  จะต้องชี้แจงให้ผู้อ่านทราบลักษณะการที่เจ้านายอกทรงผนวชเสียก่อน  ตามประเพณีมีสืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  ระเบียบการศึกษาของพระราชกุมาร  เมื่อเรียนอักษรสมัยเบื้องต้นตลอดแล้ว  พอพระชันษาถึง ๑๔ ปีต้องทรงผนวชสามเณรเพื่อศึกษาศีลธรรมครั้งหนึ่ง  และเมื่อเจริญพระชันษาถึง ๒๑ ปีต้องทรงผนวเป็นพระภิกษุเพื่อศึกษาพระศาสนาและวิชาชั้นสูง(ทำนองเดียวกับเข้ามหาวิทยาลัย)อีกครั้งหนึ่ง  จึงนับว่าสำเร็จการศึกษาแต่นั้นไป  เจ้านายที่ออกทรงผนวชนั้น  บางพระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรแล้วเกิดนิยมการเล่าเรียนในสำนักสงฆ์  เลยผนวชอยู่จอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  แม่ที่สุดบางพระองค์เลยอย่ในสมณเพศต่อไป จนตลอดพระชนมายุก็  แต่โดยมากนั้นทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่เพียงพรรษาหนึ่งหรือสองพรรษา  แล้วก็ลาผนวชกลับมาศึกษาวิชาการทางฝ่ายฆราวาสจนพระชันษาถึง ๒๑ ปี จึงออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุตามประเพณี แต่ทรงผนวชอยู่เพียงพรรษาเดียวแล้วก็ลาผนวชมารับราชการบ้านเมือง  ก็เล่าเรียนสำหรับผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุนั้นมีเป็น ๒ อย่าง  เรียกว่า "คันธุระ" คือเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ด้วยพยายามอ่านพระไตรปิฎกให้รอบรู้พระธรรมวินัยอย่างหนึ่ง เรียกว่า "วิปัสสนาธุระ" คือเรียนวิธีทีจะพยายามชำระใจของตนให้บริสุทธิ์หลุดพ้นกิเลสอย่างหนึ่ง  การเรียนคันธุระต้องเรียนหลายปีเพราะต้องเรียนภาษามคธก่อน เจ้านายที่ทรงผนวชแต่พรรษาเดียวไม่มีเวลาพอจะเรียนคันธุระ  จึงมักเรียนวิปัสสนาธุระอันเป็นการภาวนา  อาจเรียนได้ด้วยไม่ต้องรู้ภาษามคธ  และถือกันอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเรียนวิปัสสนาธุระชำนาญแล้ว  อาจจะทรงคุณวิเศษในทางวิทยาคม  เป็นประโยชน์อย่างอื่นตลอดจนวิชาพิชัยสงคราม เพราะฉะนั้นเจ้านายซึ่งทรงผนวชแต่พรรษาเดียว จึงมักทรงศึกษาวิปัสสนาธุระมาแครั้งกรุงศีอยุธยา  ถึงกรุงรัตนโกสินทร์นี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชในรัชกาลที่ ๑  ก็ทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ  เพราะฉะนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย่หัวทรงผนวช  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดฯให้ทำตามเยี่ยงอย่างครั้งพระองค์ทรงผนวช  ทรงรับอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  แล้วเสด็จไปประทับ ณ ตำหนักวัดมหาธาตุฯ  ทำอุปัชฌายวัตร ๓ วัน  แล้วเสด็จไปจำพรรษาทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ ณ วัดสมอราย(ซึ่งพระราชทานนามว่า วัดราชาธิวาส เมื่อรัชกาลที่ ๔
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #311 on: 06 August 2007, 14:50:24 »

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อ๕
เมื่แรกผนวช  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เห็นจะจำนงทรงศึกษาวิปัสสนาธุระเหมือนเช่นเจ้านายทรงผนวชเคยศึกษากันมาแต่ก่อน  หรืออย่างว่า "พอเป็นกิริยาบุญ"  เพราะจะทรงผนวชอยู่เพียงพรรษาเดียว  แต่เมื่อเกิดเหตุวิบัติด้วยสมเด็จพระบรมชนนกนาถสวรรคต  และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัได้ราชสมบัติ  ส่วนพระองค์จะต้องทรงเพศเป็นสมณะต่อไปไม่มีกำหนด  ทรงพระดำริเห็นว่า ฐานะของพระองค์ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับการเมือง  จึงเปลี่ยนเจตนาไปจำนงจะทรงศึกษาพระพุทธศาสนาให้รอบรู้ตามสมควรแก่หน้าที่ของพระภิกษุ  ก็ในเวลานั้นได้เริ่มทรงศึกษาวิปัสสนาธุระมาแล้วแต่แรกทรงผนวช  จึงตั้งพระหฤทัยขะมักเขม้นจะเรียนให้ได้ความรู้วิปัสสนาอย่างถ่องแท้  ไม่ช้าเท่าใด ก็ทรงทราบสิ้นตำราที่ทรงสงสัย  ตรัสถามพระอาจารย์ก็ไม่สามารถชี้แจงถวายให้สิ้นสงสัยได้  ทูลแต่ว่าครูบาอาจารย์เคยสอนมาเพียงเท่านั้น  ก็เกิดท้อพระหฤทัยในการที่ทรงศึกษาวิปีสสนาธุระ  พอออกพรรษาจึงเสด็จกลับลงมาประทับ ณ วัดมหาธาตุฯตั้งต้นเรียนคันธุระ  หมายจะให้สามารถอ่านพระไตรปิฎกศึกษาหาความรู้ได้โดยลำพังพระองค์  ได้ยินว่าพระวิเชียรปรีชา(ภู่)เจ้ากรมราชบัณฑิตย์  ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในสมัยนั้น  เป็นอาจารย์สอนภาษามคธถวาย  ทรงขะมักเขม้นเรียนอยู่ ๓ ปี  ก็รอบรู้ภาษามคธผิดกับผู้อื่นเป็นอย่างอัศจรรย์  จนกิตติศัพท์เลื่องลือ ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  วันหนึ่งมีพระราชดำรัสถามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ว่าจะแปลพระปริยัติธรรมถวายทรงฟังได้หรือไม่  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพระพรรับว่าจะสนองพระเดชพระคุณตามพระราชประสงค์

ก็ประเพณีการสอบความรู้พระปริยัติธรรมในสมัยนั้น  กำหนดหลักสูตรเป็น ๙ ประโยค(๑)  ผู้ที่เข้าสอบความรู้ต้องสอบได้ตั้งแต่ ๓ ประโยคขึ้นไปจึงนับว่าเป็นเปรียญ  ถ้าได้เพียง ๓ ประโยคเทียบชั้นเปรียญตรี  ถ้าได้ตั้งแต่ ๔ ถึง ๖ ประโยคเทียบชั้นเปรียญโท  ถ้าได้ตั้งแต่ ๗ ประโยคขึ้นไปเทียบชั้นเปรียญเอก  แต่เจ้านายที่ทรงผนวชแม้ทรงผนวชอยู่นานและได้เรียนคันธุระเช่นกรมหมื่นนุชิตชิโนรสเป็นต้น  แต่ก่อนมาหาเคยมีพระองค์หนึ่งพระองค์ใด ได้เข้าสอบความรู้พระปริยัติธรรมในสนามไม่  ถ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ตรัสชวน  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คงไม่เข้าสอบ 

เหตุใดพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์จะให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเข้าสอบความรู้เป็นเปรียญพระปริยัติธรรม  ข้อนี้เมื่อคิดดูเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวคงทรงพระราชดำริว่า  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใฝ่พระหฤทัยศึกษาพระศาสนานั้นเป็นความดี  อันสมควรจะทรงอุดหนุนจะได้เป็นกำลังช่วยทำนุบำรุงทางฝ่ายพุทธจักร  และเป็นพระเกียรติยศแก่พระราชวงศ์  โดยไม่ขัดขวางทางการฝ่ายอาณาจักร  ด้วยเหตุนี้จึงตรัสชวนให้เข้าสอบความรู้ เพื่อจะได้ปรากฏพระปรีชาสามารถให้สังฆมณฑลนับถือ  ฝ่ายข้างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงดำริเป็นทำนองเดียวกัน  จึงรับเข้าแปลพระปริยัติธรรม

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมนั้น  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ประชุมคณะพระมหาเถระผู้สอบในพระที่นั่งอมรินวินิจฉัย(๒)  และเสด็จออกฟังแปลทุกวัน  วันแรกแปลคัมภีร์ธรรมบท ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับสอบความรู้ชั้นประโยค ๑ ประโยค ๒ และประโยค ๓  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลพักเดียวได้ตลอดประโยค  ไม่มีพลาดพลั้งให้พระมหาเถระต้องทักท้วงเลย  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยินดีดำรัสว่า เห็นความรู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ธรรมบทแล้ว  ไม่ต้องแปลคัมภีร์ธรรมบทส่วนประโยค ๒ และประโยค ๓ ต่อไปก็ได้  ให้แปลคัมภีร์มงคลทีปนีสำหรับประโยค ๔ ทีเดียวเถิด  วันที่ ๒ เสด็จเข้าแปลประโยค ๔   และวันที่ ๓ แปลคัมภีร์บาลีมุตสำหรับประโยค ๕ นั้น เมื่อเสร็จการแปลแล้ว  ปรากฏว่ากรมหมื่นรักษ์รณเรศ(๓)  ซึ่งเป็นผู้กำกับกรมธรรมการ  ถามพระพุทธโฆษาจารย์(ฉิม) วัดโมฬีโลกฯ  อันเป็นผู้มีชื่อเสียงว่าเชี่ยวชาญพระปริยัติธรรมและได้นั่งเป็นผู้สอบอยู่ด้วย ว่า "นี่จะปล่อยกันไปถึงไหน"  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบก็น้อยพระหฤทัย  ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันนั้น  ว่าที่เข้าแปลพระปริยัติธรรม ทรงเจตนาแต่จะสนองพระเดชพระคุณ  หาได้ปรารถนายศศักดิ์ลาภสักการอย่างใดไม่  ได้แปลถวายทรงฟัง ๓ วันเห็นพอเฉลิมพระราชศรัทธาแล้ว  ขออย่าให้ต้องแปลต่อไปเลย  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบความขุ่นหมองที่เกิดขึ้น  ก็ทรงบัญชาตามพระหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และพระราชทานพัดยศสำหรับเปรียญเอก ๙ ประโยค  ให้ทรงถือเป็นสมณศักดิ์ต่อมา

เหตุที่หม่อมไกรสรเข้าไปเกียจกันครั้งนั้น  เนื่องมาจากเรื่องเปลี่ยนรัชกาล  ด้วยหม่อมไกรสรอยู่ในพวกเจ้านายที่ประสงค์จะให้ราชสมบัติพลัดจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไปได้แก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อการเป็นได้ดังประสงค์แล้ว  เจ้านายพระองค์อื่นก็กลับสมัครสมานอย่างเดิม  แม้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงรังเกียจกินแหนงในพระบาทสมเด็นพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงทรงอุดหนุนให้เจริญพระเกียรติในฝ่ายพุทธจักรดังกล่าวมา   แต่หม่อมไกรสรยังมีทิษฐิ ถือว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจจะเป็นศัตรูราชสมบัติ  คอยแกล้งรังเกียจกันด้วยอุบายต่างๆเพื่อจะมิให้ผู้คนนิยมนับถือ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถูกหม่อมไกรสรเป็นตัวมารคอยใส่ร้ายต่างๆต่อมาในรัชกาลที่ ๓  จนผลกรรมบันดาลให้ตัวเองต้องราชภัยเป็นอันตรายไปเอง

การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาคันธุระผิดกับผู้อื่น  ด้วยตั้งพระหฤทัยจำนงแต่จะเรียนพระพุทธศาสนาให้รอบรู้อย่างถ่องแท้  มิได้หมายจะมีตำแหน่งฐานันดรอย่างใดในสังฆมณฑล  เพราะฉะนั้นเมื่อทรงทราบภาษามคธถึงสมารถจะอ่านพระไตรปิฎกเข้าพระหฤทัยได้โดยลำพังพระองค์  ก็ทรงพยายามพิจารณาหลักฐานพระพุทธศาสนาต่อมา  เมื่อทรงพิจารณาถึงพระวินัยปิฎก ปรากฏแก่พระญาณว่าวัตรปฏิบัติเช่นที่พระสงฆ์ไทยประพฤติกัน  เป็นแบบแผนผิดพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติอยู่มาก

ยิ่งทรงพิจารณาไปก็ยิ่งเห็นวิปลาสคลาดเคลื่อนมาช้านานแล้ว  ก็เกิดวิตกในพระราชหฤทัยว่า  หรือสมณวงศ์ที่สืบเนื่องมาจากพระอริยสาวกของพระพุทธเจ้าจะสูญเสียแล้ว  แต่อย่างไรก็ดีการที่พระองค์ทรงผนวช  ได้สมาทานว่าจะประพฤติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า  ถ้าทรงประพฤติวัตรปฏิบัติต่อไปในทางที่ผิดพระพุทธบัญญัติ  เห็นว่าลาผนวชออกเป็นอุบาสกจะดีกว่า  ในขณะเมื่อกำลังทรงพระวิตกดังว่ามา  และยังไม่เห็นทางที่จะแก้ไข  ได้กิตติศัพท์ทรงถึงพระกรรณว่ามีพระเถระมอญองค์ ๑ (ชื่อ ซาย  นามฉายาว่า พุทธวงศ์)  บวชมาแต่เมืองมอญ  มาอยู่วัดบวรมงคลได้เป็นพระราชาคณะที่พระสุเมธมุนี  เป็นผู้ชำนาญพระวินัยปิฎกและประพฤติวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  จึงเสด็จไปทรงทำวิสาสะสนทนากับพระสุเมธมุนีๆทูลอธิบายวัตรปฏิบัติของพระมอญคณะกัลยาณี(๔) ที่ท่านอุปสมบทให้ทรงทราบโดยพิศดาร  ทรงพิจารณาเห็นไม่ห่างไกลจากพระพุทธบัญญัติเหมือนอย่างวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์สยามก็ทรงยินดี  ด้วยตระหนักพระหฤทัยว่าสมณวงศ์ไม่สูญเสียแล้ว เหมือนอย่างทรงพระวิตกอยู่แต่ก่อน  ก็ทรงเลื่อมใสใคร่จะประพฤติวัตรปฏิบัติตามแบบพระมอญ  แต่มีข้อขัดข้องด้วยเสด็จประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯ  อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช  จะทรงประพฤติให้ผิดกับระเบียบแบบแผนของพระสงฆ์ในวัดนั้นก็จะเป็นการละเมิด  และคนทั้งหลายอาจจะเกิดความเข้าใจผิดต่อไป  จึงเสด็จย้ายไปประทับ ณ วัดสมอราย เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๗๒  เหมือนอย่างเคยเสด็จประทับพรรษาแรกทรงผนวช  เวลานั้นมีพระภิกษุหนุ่มเป็นเจ้าบ้าง เป็นลูกผู้ดีบ้างที่ได้ถวายตัวเป็นสานุศิษย์ศึกษาอยู่ในสำนักและเลื่อมใสในพระดำริอีกราว ๖ รูป  ตามเสด็จอยู่วัดสมอรายก็มี อยู่วัดอื่นแต่ไปประชุม ณ วัดสมอรายก็มี  จึงเริ่มเกิดเป็นคณะสงฆ์ ซึ่งแสวงหาสัมมาปฏิบัติ  อันได้นามในภายหลังว่า "ธรรมยุติกา" แต่นั้นเป็นต้นมา(๕)

...

(๑) ประเพณีเดิมกำหนดแต่ว่าถ้าแปลพระสุตตันตปิฎกได้เป็นเปรียญตรี  ถ้าแปลพระวินัยได้ด้วยได้เป็นเปรียญโท  ถ้าแปลได้ทั้งพระสุตตันตปิฎก พระวินัย และพระปรมัตถ์ ได้เป็นเปรียญเอก  ถึงรัชกาลที่ ๒ แก้วิธีสอบพระปริยัติธรรมเป็น ๙ ประโยค  สันนิษฐานว่าพระสังฆราช(มี)เป็นผู้จัดระเบียบใหม่  ด้วยปรารภว่าวิธีเดิมหละหลวม  ผู้มีความรู้ต่ำสามารถจะเป็นเปรียญได้  จึงจัดหลักสูตรให้กวดขันขึ้น

(๒) การแปลพระปริยัติตามปกติ แปล ณ วัดที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช

(๓) ที่เรียกกันภายหลังว่า "หม่อมไกรสร"

(๔) วัดกัลยาณี  ประเทศพม่า  มีจารึกศิลาที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมาก  เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก  ถ้ามีกระทู้ไหนที่เกี่ยวข้องจะนำเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ*

(๕) ตามพระราชวิจารณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในหนังสือเรื่อง "วัดสมอราย"

จากคุณ : กัมม์
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #312 on: 06 August 2007, 14:55:16 »


พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อ ๖
ตรงนี้จะกล่าวถึงเรื่องวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยในสมัยนั้นแทรกลงสักหน่อย  มีเรื่องตำนานเล่ากันมาแต่โบราณ(จะเป็นตำนานเกิดขึ้นในเมืองมอญ  หรือในเมืองไทยหาทราบไม่) ว่าเมื่อพระสงฆ์ลังกาวงศ์เชิญพระไตรปิฎกมาจากลังกาทวีปนั้น  เรือมาถูกพายุพัดพลัดกันไป  เรือลำที่ทรงพระวินัยปิฎกพลัดไปเมืองมอญ  และเรือที่ทรงพระสุตตันตปิฎกพลัดมาเมืองไทย  ตำนานนี้อาจจะเป็นอุปมาไม่มีมูลทางพงศาวดาร  แต่มีความจริงประหลาดอยู่ที่พระสงฆ์ในเมืองมอญถือพระวินัยปิฎกเป็นสำคัญ  ฝ่ายพระสงฆ์ทางเมืองไทยถือพระสุตตันตปิฎกเป็นสำคัญ  เพราะฉะนั้นพระสงฆ์ไทยชำนาญการแสดงธรรม  แต่มิใคร่เอาใจใส่ในการปฏิบัติพระวินัยเคร่งครัดนัก  เป็นเช่นนั้นมาแต่โบราณ  ใช่ว่าพระสงฆ์จะเป็นอลัชชีหรือไม่มีความรู้นั้นหามิได้  แต่มามีเสียอยู่อย่างหนึ่งที่พระสงฆ์ไทยเชื่อถือคติปัญจอันตรธานในบริเฉทท้ายคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์เกินไป  ในบริเวทนั้นอ้างว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่าเมื่อถึงกลียุค(คือยุคปัจจุบันนี้)  พระพุทธศาสนาจะเสื่อมลงเรื่อยไป  สติปัญญาและความศรัทธาอุตสาหะของคนทั้งหลายก็จะเลวลงทุกที  จนไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้  ที่สุดเมื่อพุทธศักราชใกล้จะถึงห้าพันปี  แม้พระสงฆ์ก็จะมีแต่ผ้าเหลืองคล้องคอหรือผูกข้อมือไว้พอรู้ว่าเป็นพระเท่านั้น  คติตามคัมภีร์นี้เป็นเหตุให้เชื่อกันว่าพระพุทธศาสนาที่เราถือกันมีแต่จะเสื่อมไปเป็นธรรมดา  พ้นวิสัยที่จะคิดแก้ไขให้คืนดีได้  เมื่อเช่นนั้นก็พยายามรักษาพระธรรมวินัยมาแต่เพียงเท่าที่สามารถ  จนเกิดคำพูดว่า "ทำพอเป็นกิริยาบุญ"  ด้วยเชื่อคติที่กล่าวมานี้(๑) 

แม้ปรากฏในเรื่องพงศาวดารว่าได้มีการ "ฟื้นพระศาสนา" มาเป็นครั้งคราว เช่นทำสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อรัชกาลที่ ๑ นั้นก็ดี  การฟื้นพระศาสนาที่ทำมานั้นเป็นแต่ฟื้นหาความรู้ หาได้ฟื้นถึงการปฏิบัติไม่  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งระเบียบวัตรปฏิบัติอย่างธรรมยุติกา  จึงเป็นการฟื้นพระศาสนาส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์สยามมาแต่โบราณ  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ  ทรงแก้ไขวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยให้สมบูรณ์ทั้งพระธรรมและพระวินัย  เพราะฉะนั้นคติธรรมยุติกาที่ทรงตั้งขึ้นจึงจะดีกว่าเดิมทั้งที่พระมอญและพระไทยถือกันมาแต่ก่อน

เมื่อพระบาทสมเด็จพรีจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับไปอยู่วัดราชาธิวาสนั้น  พระสงฆซึ่งถือวัตรปฏิบัติอย่างธรรมยุติกามีจำนวนเพียงสัก ๒๐ รูป  ตามเสด็จไปอยู่วัดราชาธิวาสบ้าง  คงอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯหรืออยู่วัดอื่นบ้าง  แต่เมื่อพระเกียรติคุณที่ทรงเชี่ยวชาญพระไตรปิฎก  และพระปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนาเลื่องลือแพร่หลายก็มีพระภิกษุสามเรมหานิกายพากันถวายตัวเป็นศิษย์  แล้วเลยบวชเป็นธรรมยุติกามากขึ้น  และมีพวกคฤหัสพากันเลื่อมใสไปถือศีลฟังธรรมมากขึ้นโดยลำดับ  จนที่วัดราชาธิวาสเกิดเป็นสำนักคณาจารย์อันหนึ่ง  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชาคณะ(๒)

ถึงกระนั้นที่ทรงทำความเจริญให้เกิดขึ้น ณ วัดราชาธิวาสก็เป็นเหตุให้พวกศัตรูมีจิตริษยายิ่งขึ้น  ถึงกล่าวแสดงความสงสัยว่าที่คนพอใจไปวัดราชาธิวาสกันมากขึ้น  เพราะประสงค์จะยกย่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในทางการเมือง  ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็ไม่ทรงระแวงสงสัยในส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  แต่รำคาญพระราชหฤทัยที่เกิดกล่าวกันเช่นนั้นแพร่หลาย  จึงตรัสปรึกษาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อยังเป็นที่พระยาศรีพิพัฒน์ ๆ กราทูลความเห็นว่า  ถ้าโปรดฯให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาอยู่เสียใกล้ๆ ความสงสัยนั้นก็จะระงับไปเอง  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย  เผอิญมีกรณีเหมาะแก่พระราชประสงค์ด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชาคณะแต่ยังไม่ได้ครองวัด  และเวลานั้นพระราชาคณะตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ ซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพทรงสร้างใหม่ที่ในพระนครว่างอยู่  จึงโปรดฯให้เลื่อนสมณศักดิ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเสมอเจ้าคณะรอง(๓)  แล้วเชิญเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศฯ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๗๙  เวลานั้นพระชันษาได้ ๓๒ ปี ทรงผนวชได้ ๑๒ พรรษา(๔)

ก่อนจะเล่าเรื่องพระราชประวัติตอนเสด็จอยู่วัดบวรนิเวศฯ  จะย้อนไปกล่าวถึงเรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเที่ยวธุดงค์ ในสมัยเมื่อยังประทับอยู่วัดราชาธิวาสเสียก่อน  เพราะการเสด็จเที่ยวธุดงค์มามีผลเป็นคุณแก่บ้านเมืองหลายสถาน  คือในสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชนั้น  ประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประพาสหัวเมืองห่างจากกรุงเทพฯถึงต้องประทับแรม  แม้เพียงเสด็จไปทรงบูชาพระพุทธบาทหรือไปทรงทอดกฐินหลวงถึงพระนครศรีอยุธยาเป็นต้น  หยุดมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ นับเวลากว่า ๓๐ ปี 

เมื่อไม่มีการเสด็จพระราชดำเนิน  เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครเสด็จออกไปเที่ยวหัวเมืองไกล  นอกจากจำเป็นต้องไปในเวลามีราชการ  เพราะเห็นเป็นการฝ่าฝืนพระราชปฏิบัติเกรงจะระแวงผิดทางการเมือง  จึงอยู่กันแต่ในกรุงเทพฯเป็นพื้น 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฟื้นพระศาสนา  ใคร่จะศึกษาธุดงควัตรให้บริบูรณ์  ทรงพระราชดำริว่าพระองค์ทรงเพศเป็นสมณะ  ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง  จึงถวายพระพรลาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไปบูชามหาเจดียสถานตามที่ต่างๆ  ก็โปรดฯพระราชทานอนุญาตไม่ขัดขวาง  จึงได้เสด็จไปตามหัวเมืองมณฑลนครชัยศรี มณฑลราชบุรี มณฑลอยุธยา และมณฑลนครสวรรค์ ตลอดขึ้นไปจนถึงมณฑลพิษณุโลกทางฝ่ายเหนือ  ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิลำเนา  และทรงทราบความทุกข์สุขของราษฎรในรหัวเมืองเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง  เป็นเหตุให้ทรงทราบตระหนักมาแต่เมื่อเสด็จธุดงค์นั้น  ว่ารัฐบาลในกรุงเทพฯมิใคร่ทราบความเป็นไปในบ้านเมืองตามที่เป็นจริง  อีกสถานหนึ่งได้ทรงทราบอัชฌาศัยใจคอของราษฎรชาวเมืองที่เสด็จไป  และคนเหล่านั้นเมื่อรู้จัดพระองค์ก็พากันชอบพระอัธยาศัย  เกิดนิยมนับถือแพร่หลายในเหล่าประชาชนมาแต่ชั้นนั้น 

ยังอีกสถานหนึ่งซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญเกิดขึ้นด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปธุดงค์  คือ ได้ไปทอดพระเนตรเห็นโบราณวัตถุเช่นศิลาจารึกเป็นต้น  กับทั้งโบราณสถานที่มีแบบอย่างต่างๆกันตาสมั  ก็เกิดใฝ่พระหฤทัยการศึกษาโบราณคดีของประเทศสยามโดยทางวิทยาศาสตร์  เหมือนอย่างทรงนำทางให้ผู้อื่นทั้งไทยและฝรั่งนิยมศึกษาตามเสด็จต่อมา  ความรู้โบราณคดีของประเทศสยามจึงได้เจริญแพร่หลาย  แม้จนทุกวันนี้ใครจะศึกษาโบราณคดีของประเทศสยาม  ก็ยังได้อาศัยพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ไว้แทบทุกคน

เวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศฯนั้น  ดูทรงระวังมากที่จะมิให้โทมนัสน้อยพระหฤทัย  เป็นต้นว่า เมื่อปห่เสด็จมาจากวัดราชาธิวาสตามประเพณีแห่พระราชคณะไปครองวัดนั้น  โปรดฯให้จัดกระบวนรเหมือนอย่างแห่เสด็จพระมหาอุปราช  แล้วโปรดฯให้สร้างตำหนัก(หลังที่เรียกว่า "พระปันยา")  กับท้องพระโรงให้เสด็จอยู่เป็นผาสุก  และทรงทำนุบำรุงด้วยประการอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก(๕)  ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพอพระหฤทัย  ที่ได้เสด็จมาอยู่วัดบวรนิเวศฯด้วยเหตุหลายสถาน  เพราะเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่วัดราชาธิวาส  วัดนั้นมีพระราชาคณะและพระสงฆ์มหานิกายปกครองมาแต่เดิม  ทรงจัดวางระเบียบธรรมยุติกาได้สะดวกเพียงวัตรปฏิบัติส่วนตัวพระภิกษุ  แต่จะจัดต่อขึ้นไปถึงระเบียบสงฆ์เช่นทำสังฆกรรมเป็นต้นยังขัดข้อง  เพราะอยู่ปะปนกับพระสงฆ์ต่างสังวาสกัน  ที่สุดพระธรรมยุติกาที่มีขึ้นก็ยังต้องแยกกัยอาศัยอยู่ตามวัดต่างๆ เพราะเสนาสนะไม่พอจะอยู่ที่วัดราชาธิวาสได้หมด  เสด็จมาอยู่วัดบวรนิเวศฯได้ทรงครองวัด สามารถรับพระสงฆ์ธรรมยุติกามาอยู่ในวัดเดียวกัน  ทั้งพระบวชใหม่ก็บวชเป็นธรรมยุติกาทั้งนั้น  ในไม่ช้าพระสงฆ์วัดบวรนิเวศฯก็เป็นธรรมยุติกาทั้งหมด  จึงทรงจัดวางระเบียบการคณะสงฆ์และการปกครองวัด  ตลอดจนการสั่งสอนสัปบุรุษให้บริบูรณ์ตามคติธรรมยุติกาได้ดังพระราชประสงค์ 

แต่ความเดือดร้อนรำคาญก็เกิดขึ้นหลายอย่าง  เพราะเสด็จเข้ามาอยู่ใกล้ หม่อมไกรสรพยายามทำร้ายหนักขึ้น  จนถึงสาเหตุให้สึกพระสุเมธมุนีที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และเบียดเบียนด้วยประกาต่างๆ  แม้จนแกล้งใส่บาตรพระธรรมยุติกาด้วยข้าวต้มให้ร้อนมือที่อุ้มบาตร  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงรับความเจ็บช้ำระกำพระราชหฤทัยมาตลอดอายุของหม่อมไกรสร  แต่ก็ไม่ทรงยอมหย่อนพระอุตสาหะในการฟื้นพระศาสนา  ด้วยทรงเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์อยู่  จึงสามารถแสดงวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ธรรมยุติกาได้โดยเปิดเผย


...

(๑) ข้าพเจ้า(สมเด็จในกรมฯ)ได้เคยสนทนากับพระมหาเถระที่เชื่อถือคติปัญจอันตรธานอย่างว่าหลายองค์

(๒) ทรงตั้งเมื่อใดไม่ทราบแน่  สมเด็จพระสังฆราช(สา) วักราชประดิษฐ์ท่านเล่าว่า วันหนึ่งเสด็จเข้าไปถวายเทศน์  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า "ชีต้นบวชมานานแล้ว  ควรเป็นราชาคณะได้"  แล้วพระราชทานพัดแฉกพื้นตาดให้ทรงถือเป็นยศต่อมา

(๓) เข้าใจว่าเสมอกันกับกรมหมื่นนุชิตชิโนรส  คือฐานานุกรม ๗ รูป  และลำดับยศอยู่ต่อพระพิมลธรรม

(๔) ถ้านับตั้งแต่ทรงผนวชแปลงได้ ๑๑ พรรษา  จึงทรงเป็นอุปัชฌาย์ได้ตั้งแต่เสด็จมาอยู่วัดบวรนิเวศฯ

(๕) กล่าวกันว่า  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนามวัดบวรนิเวศฯในครั้งนั้นด้วย  เพื่อให้เป็นเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  (แต่งทำนองยกย่องพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ให้เป็นที่ประทับของพระบวรราชวังฯ*)  แต่ข้าพเจ้า(เสด็จในกรมฯ)เห็นว่าจะพระราชทานมาก่อนแล้ว  เพราะเป็นวัดที่สถิตย์ของพระราชาคณะผู้ใหญ่แต่ก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาครอง 

และผมคิดว่า น่าจะได้ชื่อนั้นตั้งแต่แรกที่กรมพระราชวังบวรฯทรงสร้าง  ในสาส์นสมเด็จกล่าวว่าที่ตรงนี้ก็เป็นเขตวังหน้า ทรงสร้างวัดขึ้นในที่ทรงพระราชทานเพลิงศพพระชนนีของพระราชชายา*

จากคุณ : กัมม์
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #313 on: 06 August 2007, 14:58:52 »

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อ ๗
ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศฯ  พอทรงวางระเบียบนิกายธรรมยุติกาสำเร็จแล้ว  ก็ทรงพยายามฟื้นการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อมาทรงพระราชดำริแก้ไขวิธีเรียน  ซึ่งแบบเดิมใช้เรียนภาษามคธกับพระธรรมวินัยไปด้วยกันตามคัมภีร์ที่ใช้เป็นหลักสูตรสำหรับสอนเป็นลำดับขึ้นไป  ทรงเปลี่ยนเป็นให้เรียนเป็น ๒ ชั้น  ต้นเรียนแต่ไวยกรณ์ขึ้นไปจนจบคัมภีร์มงคลทีปนี  กวดขันให้รู้ภาษามคธไปจนแตกฉานเสียก่อน  แล้วจึงให้ศึกษาหาความรู้พระธรรมวินัยด้วยอ่านคัมภีร์อื่นๆต่อไปเป็นชั้นหลัง  ด้วยวิธีนี้นักเรียนสำนักวัดบวรนิเวศฯจึงรู้ภาษามคธเชี่ยวชาญถึงสามารถพูดภาษานั้น(๑)  และใช้หนังสืออรรถเทศน์ได้โดยสะดวก  เมื่อเข้าแปลพระปริยัธรรมก็ได้เป็นเปรียญประโยคสูงมากกว่าสำนักอื่นๆ  เล่ากันมาว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปพระราชทานกฐิน  ทอดพระเนตรเห็นพระสงฆ์วัดบวรฯเป็นเปรียญมาก  ตรสปราศรัยแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "ถ้าวัดของชีต้นเป็นเปรียญทั้งวัดก็จะดีทีเดียว" 

เพราะเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสามารถจัดบำรุงการเล่าเรียนได้รุ่งเรืองเช่นนั้น  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯให้มาตำแหน่งในคณะมหาเถระผู้สอบปริยัติธรรมในสนามหลวง  แต่เผอิญไปเกิดโต้แงกับพระพุทธโฆษาจารย์(ฉิม) วัดโมฬีโลกฯ(องค์ที่ออกนามมาในตอนที่ทรงแปลพระปริยัติธรม)  ซึ่งเป็นผู้ใหญ่อยู่แต่ก่อน  เรื่องที่เกิดโต้แย้งนั้นเล่ากันมาว่า  พระมหาผ่อง(ภายหลังได้เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมภาณพิลาศ อยู่วัดประยูรวงศ์)  แปลความแห่งหนึ่งว่า "ตุมฺเห อันว่าท่านทั้งหลาย  นิสีทถ จงนั่ง  อาสเน ในอาสนะ"  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดที่แปลศัพท์ อาสเน ว่า "ในอาสนะ"  พระมหาผ่องแปลใหม่ว่า อาสเน "เหนืออาสนะ"  พระบาทสมเด็จพระเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด  แต่พระพุทธโฆษาจารย์ติว่าไม่ถูก  พระมหาผ่องก็ไม่รู้ที่จะแปลว่ากระไร  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่า  พระมหาผ่องจะตกจึงตรัสขึ้นว่า  "นั่งในอาสนะนั้นนั่งอย่างไร  จะฉีกอาสนะออกแล้วเข้าไปนั่งในช่องที่ฉีก  หรือจะเอาอาสนะขึ้นคลุมตัวไว้ในนั้น"  พระพุทธโฆษาจารย์โกรธบังอาจกล่าวคำหยาบช้าต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว  ตรัสสั่งห้ามมิให้นิมนต์พระพุทธโฆษาจารย์เข้าราชการอีก  และทรงมอบการสอบพระปริยัติธรรมเป็นสิทธิ์ขาดแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่นั้นมาจนตลอดรัชกาล(๒) 

แต่เรื่องเนื่องด้วยพระพุทธโฆษาจารย์(ฉิม)ยังไม่หมดเพียงนั้น  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยราชย์  พระพุทธโฆษาจารย์เกรงว่าจะถูกถอดจากราชาคณะ ด้วยทรงอาฆาต  ถึงเตรียมตัวจะกลับไปอยู่เมืองเพชรบุรีถิ่นเดิม  แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับทรงพระกรุณาโปรดฯให้พ้นโทษ  ตรัสยกย่องว่าพระพุทธโฆษาจารย์ชำนาญพระปริยัติธรรมมาก  ให้เลื่อนฐานันดรขึ้นเป็นสมเด็๗พระพุทธโฆษาจารย์ ตำแหน่งเจ้าคณะกลางมาครองวัดมหาธาตุฯ  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ฉิม)ก็เกิดเลื่อมใสในพระคุณธรรมที่ไม่ทรงพยาบาทว่าพระองค์ทรงเป็นบัณฑิตย์โดยแท้  จึงแต่งคาถาถวายพรอันขึ้นด้วยบทว่า "ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ มงฺคลตฺถายภสิตํ"ถวายสนองพระเดชพระคุณ(๓)  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชอบพระราชหฤทัยจึงโปรดฯให้พระสงฆ์สวดคาถานั้นข้างท้ายพระปริต  ยังสวดมาจนทุกวันนี้

ความเจริญที่เกิดขึ้นในสำนักวัดบวรนิเวศฯครั้งนั้นกิตติศัพท์ระบือไปถึงลังกาทวีป  ว่าพระวชิรญาณ(๔) มหาเถระอันเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระธรรมิกราชพระเจ้าแผ่นดินได้ฟื้นพระธรรมวินัยให้รุ่งเรืองขึ้นในประเทศสยาม  ถึงคณะสงฆ์ในลังกาแต่งสมณทูตให้เข้ามาสืบข่าวพระศาสนา(๕)  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมอบการรับสมณทูตลังกาครั้งนั้นให้เป็นธุระของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

อาศัยเหตุที่ทรงวิสาสะกับพระสงฆ์ลังกาที่เข้ามาครั้งนั้น  ทรงทราบเบาะแสซึ่งจะหาคัมภีร์พระไตรปิฎกอันขาดฉบับอยู่เมื่อครั้งทำสังคายนาในรัชกาลที่ ๑  จึงทูลควมแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็โปรดฯให้ทรงจัดสมณทูต มีพระปลัดสังข์ วัดบวร(ซึ่งมีนามฉายาว่า สุภูติ)  กับพระปลัดเกิด วัดบรมนิวาส(ซึ่งมีนามฉายาว่า อมโร)(๖)  อันเป็นเปรียญธรรมยุติกา ๙ ประโยคทั้ง ๒ องค์เป็นหัวหน้า  ออกไปยังลังกาทวีปเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๕  เป็นการไปเยี่ยมตอบและไปเสาะหาคัมภีร์พระไตรปิฎกครั้งหนึ่ง  ต่อมาให้พระปลัดสังข์ออกไปหาพระไตรปิฎกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ อีกครั้งหนึ่ง  ได้คัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งยังขาดฉบับมาเพิ่มเติมอีกเป็นอันมาก  พระไตรปิฎกในประเทศสยามจึงมีบริบูรณ์แต่นั้นมา 

ตั้งแต่มีสมณทูตเข้ามาแล้ว  ต่อมาก็มีชาวลังกาทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ไปมทาติดต่อกับสำนักบวรนิเวศฯมิใคร่ขาด  จนที่สุดเมื่อถึงรัชกาลที่ ๔ ชาวลังกาทูลขอให้ส่งคณะสงฆ์ออกไปอุปสมบทตั้งวงศ์ธรรมยุติกาที่ในลังกาทวีป  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้พระอโนมมุนี(ศรี  ซึ่งภายหลังได้เป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ อยู่วัดประทุมคงคา)  นำคณะสงฆ์ออกไปลังกาทวีปอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔  แต่การที่จะตั้งวงศ์ธรรมยุติกาหาสำเร็จตามประสงค์ไม่  เพราะพระสงฆ์ลังกาเกิดเกี่ยงแย่งกันเอง  ด้วยพวกนิการอุบาลีวงศ์(เรียกในลังกาอีกอย่างหนึ่งว่า สยามวงศ์)  อ้างว่าเป็นของพระสงฆ์ไทยอยู่แล้ว  ฝ่ายพวกนิกายพม่าซึ่งเรียกว่า มรัมวงศ์ ก็อ้างว่าพรสงฆ์ธรรมยุติการับอุปสมบทจากนิกายรามัญร่วมสมณวงศ์กับตนอยู่แล้ว  ทั้งสองฝ่ายไม่ปองดองกัน การที่จะตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกาในลังกาทวีปจึงไม่สำเร็จ(๗)


...

(๑) ในจดหมายรายงานหม่อมราโชทัยเรื่องทูตไทยไปยุโรปเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๐๐  ว่าเมื่อไปถึงเมืองลังกามีพระสงฆ์มาปราศัยเป็นภาษามคธ  เจ้าหมื่นสรรเพธภักดีเป็นผู้พูดตอบ  เจ้าหมื่นสรรเพธนั้น(ภายหลังเป็นเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง)เคยเป็นแต่มหาดเล็กข้าหลวงเดิมอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ  เพียงนั้นยังพอพูดภาษามคธได้บ้าง  ส่อให้เห็นว่าคงจะพูดภาษามคธกันได้แพร่หลายในวัดบวรนิเวศฯเมื่อครั้งนั้น

(๒) เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสปราศรัยกับเรื่องที่กล่าวนี้  พระสารสาสน์พลขันธ์(สมบุญ)ซึ่งเมื่อบวชเป็นพระครูสมุหฐานานุกรมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเล่าให้ฟัง

(๓) การที่แต่งถวายนั้น  พิเคราะห์ดูเหมือนจะแต่งถวายพรท้ายเทศน์  เพราะมีคำในคาถาแห่งหนึ่งว่า อิมินา ธมฺนทาเนน  เป็นอธิษฐานอ้างอานิสงฆ์ธรรมทานที่แสดง

(๔) เป็นพระนามฉายาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(๕) เมื่อรัชกาลที่ ๒ เคยแต่งสมณทูตไทยไปสืบข่าวพระศาสนาในลังกาทวีป  ครั้งนี้กลับกัน ฝ่ายลังกามาสืบ

(๖) พระปลัดสังข์ ภายหลังเป็นพระพรหมมุนี  พระอมโรเป็นที่พระอมราภิรักขิต ราชาคณะทั้ง ๒ องค์

(๗) ถึงรัชกาลที่ ๕ มีพระสงฆ์ลังกามรัมวงศ์ พระเถระที่เป็นหัวหน้าชื่อ สิริสุมนติสสะ รูป ๑  ชื่อ ปัญญาเสขร รูป ๑  เข้ามาขอบวชแปลงเป็นธรรมยุติกาที่ในกรุงเทพฯ  ได้แปลงตามปรารถนา  สมเด็จพระสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงเป็นอุปัชฌาย์  แต่ดูเหมือนจะกลับไปตั้งคณะธรรมยุติกาไม่สำเร็จอีก

จากคุณ : กัมม์
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
suri
แฟนมอญพันธุ์แท้
*

คะแนนนิยม: 543
Offline Offline

Posts: 7,624



« Reply #314 on: 06 August 2007, 15:04:11 »

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อ ๘
เรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาฝรั่ง  ปรากฎว่าเริ่มทรงศึกษาภาษาละตินก่อน  ด้วยเมื่อเสด็จประทับอยู่วัดราชธิวาส  เขตวัดติดต่อกับวัดคอนเซปชั่น Immaculate Conceptiovn Church ของพวกโรมันคาทอลิก  และเวลานั้นสังฆราชปาลกัวต์ยังเป็นบาทหลวงอธิการของวัดนั้นชอบไปเฝ้าทูลถามภาษาและขบนธรรมเนียมไทยเนืองๆจนทรงคุ้นเคย จึงโปรดฯให้สอนภาษาละตินถวายเป็นทำนองแลกเปลี่ยนความรู้กั  จะได้ทรงศึกษาอยู่ตลอดเวลาสักเท่าใดและถึงเพียงไหนก็ไม่ปรากฎ  แต่สังเกตในลายพระราชหัตถเลขาเมื่อเสวยรย์แล้ว  มักทรงใช้ศัพท์ภาษาละตินเนืองๆ  เห็นได้ว่าทรงทราบไวยกรณ์ของภาษานั้น  แต่การที่ทรงศึกษาภาษาละตินคงหยุดเมื่อเสด็จย้ายจากวัดราชาธิวาส  แต่ภาษาอังกฤษยนั้นเสด็จกลับมาอยู่วัดบวรนิเวศฯแล้วหลายปี  จึงได้เริ่มทรงศึกษาต่อมิชชั่นนารีอเมริกัน

พวกมิชชั่นนารีอเมริกันกับพวกบาทหลวงฝรั่งเศส แม้เจตนามาสอนคริตศาสนาอันเดียวกันก็ดี  ถือคติต่างกันเป็นข้อสำคัญหลายอย่าง  พวกบาทหลวงถือคติลัทธิโรมันคาทอลิกวางตัวเป็น "พระ"  พยายามบำรุงศาสนาด้วยตั้งบริษัท  และอุปถัมภ์บำรุงฝึกสอนคนที่เข้ารีตเป็นสำคัญ ฝ่ายพวกมิชชั่นนารีอเมริกันถือลัทธิโปรเตสตันส์(ซึ่งแตกไปจากโรมันคาทอลิก)วางตัวเป็น "ครู"  นำทั้งศาสนาและอารยธรรม Civlization มาสอนชาวต่างประเทศนี้ทั่วไปไม่เลือกหน้า  ชอบใช้วิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่างๆเช่นรักษาโรคและสอนวิชาความรู้เป็นต้น  ให้คนทั้งหลายเลื่อมใสเป็นปัจจัยต่อไปถึงการสอนศาสนา  เพราะฉะนั้นพวกมิชชั่นนารีอเมริกันจึงเข้ากับไทยได้  ผิดกับพวกบาทหลวง  ในครั้งนั้นมีไทยที่สูงศักดิ์เป็นชั้นหนุ่ม(เช่นเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า "คนสมัยใหม่") ปรารถนาจะศึกษาวิชาอย่างฝรั่งหลายคน  จะกล่าวแต่ผู้ที่มาปรากฎเกียรติคุณในชั้นหลัง คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์  ใคร่จะทรงศึกษาวิชาทหารพระองค์ ๑  กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เมื่อยังเป็นกรมหมื่น  ใคร่จะทรงศึกษาวิชาแพทย์อย่างฝรั่งพระองค์ ๑  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อยังเป็นหลวงนายสิทธิ  ใคร่จะศึกษาวิชาต่อเรือกำปั่นคน ๑  ได้ศึกษาวิชาเหล่านั้นต่อพวกมิชชั่นนารีอเมริกัน  แต่ว่าสอนกันด้วยภาษาไทย  ส่วนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย่หัวก็ได้ทรงคุ้นเคยกับพวกมิชันนารีอเมริกันตั้งแต่เสด็จอยู่วัดราชาธิวาส  แต่หาปรากฎว่าได้ทรงศึกศษาวิชาอันใดจากพวกมิชชันนารีอเมริกันในชั้นนั้นไม่

เหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษ  พิเคราะห์ในเรื่องพงศาวดารส่อให้เห็นว่าน่าจะเป็นเพราะทรงปรารภถึงการบ้านเมืองตั้งแต่จีนรบแพ้อังกฤษ  ต้องทำหนังสือวัญญายอมให้อังกฤษกับฝรั่งต่างชาติเข้าไปมีอำนาจในเมืองจีนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕  เวลานั้นไทยโดยมากยังเชื่อตามคำพวกจีนกล่าวว่า  แพ้สงครามด้วยไม่ทันเตรียมตัว  รัฐบาลจึงต้องทำหนังสือสัญญาพอให้มีเวลาตระเตรียมรบพุ่งต่อไป  แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระดำริเห็นว่าถึงคราวโลกยวิสัยจะเกิดการเปลี่ยนแปลง  ด้วยฝรั่งมามีอำนาจขึ้นทางตะวันออกนี้  และประเทศสยาม อาจจะมีการเกี่ยวข้องกับฝรั่งยิ่งขึ้นในวันหน้า  จึงทรงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษ  มิสเตอรแคสเวล มิชชันนารีอเมริกัน(๑) เป็นผู้สอนถวาย  เล่ากันมาว่ามิสเตอรแคสเวลไม่ยอมรับค่าจ้าง  ทูลขอโอกาสให้สอนคริสตศาสนาได้ที่วัดบวรนิเวศฯ  พระบาทสมเด็จพระจอม้เกดล้าเจ้าอยู่หัวก็กล้าประทานอนุญาตให้สอนที่ศาลาหน้าวัดหลัง ๑ มประสงค์  เป็นทำนองเหมือนท้าพิสูจน์ความศรัทธาของพุทธบริษัทวัดบวรนิเวศฯ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับมิสเตอรแคสเวล จนสามารถจะอ่านเขียนและตรัสภาษาอังกฤาได้สะดวกดียิ่งกว่าใครๆ ที่เป็นไทยด้วยกันในสมัยนั้นทั้งสิ้น  ข้อนี้มีหลักฐานปรากฎเมื่อรัฐบาลอังกฤษให้เซอรเจอมสบรุ๊คเป็นทูตเข้ามาเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๓  หนังสือที่มีไปมากับไทยใช้ภาษาอังกฤษเป็นคราวแรก  เวลานั้นข้างฝ่ายไทยไม่มีผู้ชำนาญภาษาอังกฤษ  ต้องใช้มิชชันนารีอเมริกันชื่อ มิสเตอร์โจน(เรียกกันว่า "Dr.ยอนส์")คน ๑  กับฝรั่งครึ่งชาติชื่อเจมสเฮส์(เรียกกันว่า "เสมียนยิ้ม")อีกคน ๑  ซึ่งไม่ชำนาญภาษาไทย  เป็นผู้แปลและแต่งภาษาอังกฤษ  แล้วส่งไปถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(เรียกในจดหมายเหตุว่า "ทูลกระหม่อมพระ")ทรงตรวจทุกฉบับ  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในสมัยนั้นอีกพระองค์ ๑  แต่คงเป็นเพราะไม่ทรงทราบอย่างลึกซึ้งถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงไม่ปรากฎว่ามีหน้าที่ช่วยตรวจหนังสือที่มีไปมากับเซอรเจมสบรุ๊ค(๒) 

มิสเตอรแคสเวลถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒  ถ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤาเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๖ ก็มีเวลาสอนอยู่ ๖ ปี  แต่สันนิษฐานว่าเห็นจะทรงศึกษาต่อมิสเตอรแคสเวลไม่นานถึง ๖ ปี พอทรงสามารถอ่านภาษาอังกฤษเข้าพระหฤทัยได้ความโดยสะดวกแล้ว  ก็ทรงศึกษาด้วยพระองค์เองต่อมา  วิธีเรียนอย่างว่านี้ยังใช้กันมาจนในรัชกาลที่ ๕ เช่นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ดี  สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  และกรมพระยาเทววงศ์วโรปการก็ดี  ตลอดมาจนตัวผู้แต่งหนังสือนี้เอง  ก็เรียนต่อครูเพียง ๓ ปี  แล้วเรียนเอาเองต่อมาทั้งนั้น  แต่กรมหลวงพิชิตปรีชากรเป็นประหลาดกว่าเพื่อนด้วยไม่มีครู  ทรงพากเพียรเรียนแต่โดยลำพังพระองค์  ทรงทราบทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส  อาจอ่านหนังสือ ๒ ภาษานั้นเข้าพระหฤทัยได้สะดวก  เป็นแต่ตรัสและเขียนไม่ได้

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาทราบภาษาอังกฤษ  พระเกียรติคุณก็แพร่หลายไปถึงนานาประเทศ  ด้วยพวกมิชชันนารีและฝรั่งที่เข้ามาถึงกรุงเทพฯบอกเล่าต่อๆไป  จนมีนักเรียนชาวต่างประเทศอื่นทั้งที่ใกล้เคียงและห่างไกลไปจนยุโรปและอเมริกา  เขียนหนังสือมาถวายทูลถามหาความรู้ต่างๆอันเกี่ยวกับประเทศสยาม  ก็มีพระราชหัตถเลขาตอบตามประสงค์  ลายพระราชหัตถเลขาครั้งนั้นยังปรากฎอยู่มาก(๓)  มักทรงแต่งตามโวหารภาษาไทย  ข้อนี้เมื่อเซอรจอน เบาริง เป็นราชทูตเข้ามาเวลาเสด็จเสวยราชย์แล้ว  ยกเหตุที่ประเทศอื่นๆทางตะวันออกนี้  ไม่มีเจ้านายประเทศใดได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ  ทูลแนะนำให้มีพระราชหัตถเลขาไปถวายสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย  แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรารภความขัดข้อง  ว่าไม่สามารถจะทรงแต่งสำนวนใหเหมือนคนอังกฤษได้  เซอรจอน เบาริง ทูลว่า  ถึงพระราชนิพนธ์ไม่เหมือนคนอังกฤษแต่ง  ใครอ่านก็เข้าใจความตามพระราชประสงค์ได้ชัดเจน  อย่าให้ทรงพระวิตกเลย  จึงมีพระราชหัตถเลขาไปถวายสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย

วิชาความรู้ต่างๆที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาจากตำราภาษาอังกฤษจะมีอย่างใดบ้าง  ข้อนี้มีหลักฐานปรากฏว่าได้ทรงศึกษาวิชาคนาวิธีอย่าง ๑  วิชาโหราศาสตร์อย่าง ๑  ประวัติศาสตร์อย่าง ๑  กับการเมืองด้วยอีกอย่าง ๑  การที่ได้ทรงศึกษาวิชาคณนาวิธีและโหราศาสตร์  ปรากฏในเรื่องสุริยอุปราคาที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อน  การที่ทรงศึกษาประวัติศาสตร์ มีเรื่องเป็นอุทาหรณืปรากฏอยู่ในหนังสือ เซอรจอน เบาริ่ง แต่งว่า  เมื่อจะเป็นอัครราชทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีใน พ.ศ. ๒๓๙๘ นั้น  เกรงไทยจะรับรองไม่สมศักดิ์  ด้วยทูตอังกฤษมที่เคยเข้ามากรุงเทพฯแต่ก่อน  เป็นแต่ทูตของอุปราชในอินเดีย หรือทูตของรัฐบาลอังกฤษ  แต่เซอรจอน เบาริ่ง เป็นอัครราชทูตเชิญพระราชสาส์นมาแต่งพระองค์สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย  จะต้องให้รับผิดกัน  เซอรจอน เบาริ่ง ค้นหาแบบอย่างที่ไทยเคยรับาชทูตของพระเจ้าแผ่นดิน  พบในหนังสือเก่าเล่าเรื่องสมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับ เชวเลีย เดอ โชมอง ราชูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘  เอารายการในหนังสือนั้นมาเปรียบเทียบ  ข้างฝ่ายไทยในเวลานั้นไม่มีใครรู้แบบแผน  เพราะตำราสูญเสียแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบพระองค์เดียว  เพราะได้หนังสือพงศาวดารการเกี่ยวข้องในระหว่างไทยกับฝรั่ง  ที่ฝรั่งแต่งไว้แต่โบราณ  ทรงคาดใจเซอร จอน เบาริ่ง ว่าคงปรารถนาจะให้รับรองผิดกับทูตอังกฤษที่มาแล้วแต่ก่อน  จึงโปรดฯให้เอาแบบอย่างครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับราชทูตฝรั่งเศสมาใช้เป็นระเบียบ  ก็ถูกใจ เซอรจอน เบาริ่ง  ไม่มีทางที่เกี่ยงงอนได้


...

(๑) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เรียกในหนังสือแสดงกิจจานุกิจว่า "หมอหัศกัน"  เข้ามาถึงกรุงเทพฯเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๒

(๒) พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็ทรงแตกฉานจนสามารถพระราชนิพนธ์ตำราทหารเป็นภาษาอังกฤษได้แต่อาจจะเป็นภายหลัง  เมื่อเถลิงราชสมบัติ(ในคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์นั้น  ได้ถวายราชสมบัติทั้งสองพระองค์  ผมจึงเห็นว่าคำนี้น่าจะถูกต้อง)ก็เป็นได้ *

(๓) มี Mr. and Ms. Eddy จากอเมริกา  เขียนหนังสือมาทูล เจ้าฟ้าพระ  ขอให้ทรงเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียน  ทรงตอบปฏิเสธได้อย่างนุ่มนวล พระราชคารมน่าฟังมาก หาอ่านได้จากพระราชหัตถเลขา  พิมพ์ในงานฉลองรบ ๘๔ ปี  มหามงกุฏราชวิทยาลัย  พิมพ์ที่โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัยนะครับ *

จากคุณ : กัมม์
Logged

จิตที่ตั้งหมั่นไว้ดีแล้วย่อมข้ามพ้นห่วงแห่งกรรมด้วยอำนาจแห่งบุญ
Pages: 1 ... 19 20 [21] 22 23 ... 96   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.315 seconds with 21 queries.