MonStudies.com ศูนย์มอญศึกษา ประวัติศาสตร์มอญ ชนชาติมอญ ภาษามอญ วัดมอญ
20 August 2014, 15:47:45 *
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:     
 
   Home   Help Search Calendar Login Register  
Pages: 1 ... 10 11 [12] 13 14   Go Down
  Print  
Author Topic: ชนชาติมอญที่โลกลืม  (Read 39126 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #165 on: 10 December 2007, 19:53:57 »

http://www.geocities.com/morforum2003 นำเสนอเรื่องของสิทธิมนุษยชน รายงาย วิเคราะห์ สถานการณ์ใน Mon Land และ พื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า http://www.mrc-usa.org เรื่องราวประวัติศาสตร์ ชีวิต ของคนมอญ รวมทั้งยังเป็นแหล่งแนะนำนักวิชาการด้านมอญศึกษาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วโลก http://www.geocities.com/monhit2003 นำเสนอเกี่ยวกับบันเทิงเน้นดนตรีสมัยใหม่ของกลุ่มคนมอญ http://www.rehmonya.org นำเสนอรายงานข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่มคนต่างๆ ในประเทศพม่าเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและเสรีภาพ www.rehmonnya.org/ นำเสนอเรื่องราวของนักกิจกรรมมอญทางด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Foundation of Monland (HURFOM)) รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานการณ์?ของรัฐมอญในพม่า มี The Mon Forum monthly issue ฉบับภาษามอญ และพม่า เป็นวารสารรายงานโครงการเกี่ยวกับสภาวะของผู้หญิงและเด็กชาวมอญ และเชื่อมโยงไปถึงหนังสือพิมพ์ฉบับภาษามอญชื่อว่า "Guiding Star monthly Mon newspaper" อีกด้วย www.monland.com เกี่ยวกับมอญโดยตรง ทำขึ้นโดยปัญญาชนและศิลปินมอญพลัดถิ่น เน้นประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม www.mrc-usa.org ชื่อเต็ม ๆก็คือ Monland Restoration Council เป็นเวปที่ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูรัฐชาติมอญ ภายในมีคำประกาศ แถลงการณ์เนื่องในโอกาสวันชาติมอญซึ่งจัดขึ้นติดต่อกันมา 57 ปีแล้ว **************** เรื่อง พรเทพ เฮง ที่มา : พรเทพ เฮง

ที่มา   http://www.statelessperson.com/www/?q=node/235
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #166 on: 12 December 2007, 12:25:45 »

                                                        ประเพณีสืบสาน...เล่าขานมอญ/เม็ง

 คนมอญหาได้มีอาศัยอยู่แต่เฉพาะภาคกลางของประเทศไทยเท่านั้น ที่นี่...สองฝั่งริมน้ำปิง ทั้งที่บ้านหนองดู่-บ้านบ่อคาว(๑) ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และฝั่งตรงกันข้ามบ้านกอโชค-บ้านหนองครอบ ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ หากแต่มอญทางตอนเหนือจะถูกเรียกกันว่า "เม็ง" (ในอดีตหากพูดคำว่าเม็งแก่ชาวมอญจะถือว่าเป็นการดูถูก) เม็งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือมาเป็นเวลาช้านาน ชุมชนเม็งทั้ง ๔ หมู่บ้านดังกล่าว ใน ๒ หมู่บ้านหลังที่ตั้งอยู่ทางฝั่งสันป่าตองหรือฝั่งตะวันตกของน้ำปิงนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นชุมชนที่รักษาเอกลักษณ์ทางภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมมอญไว้ได้น้อยกว่า ๒ หมู่บ้านทางฝั่งป่าซางหรือฝั่งตะวันออกของน้ำปิง ทั้งนี้เนื่องด้วยเหตุผลการถูกกลืนให้เป็นคนเมืองหรือคนท้องถิ่นเป็นสำคัญ

ประวัติความเป็นมาของเม็งในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ จากการบอกเล่าของพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ปราชญ์ชาวบ้านทั้งทางวัฒนธรรมและภาษามอญ ได้อธิบายว่า เม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ เป็นชุมชนมอญที่อาศัยอยู่ที่นี้(ริมฝั่งน้ำปิง)มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทั้งยังได้มีคนมอญ/เม็งจากที่อื่นๆ เดินทางเข้ามาอาศัยกับคนเม็งที่อยู่เดิม โดยอาจจะเป็นญาติ หรือเป็นคนเม็งเช่นเดียวกัน ต่อมาจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นชุมชนคนเม็งไปโดยปริยาย จากการให้ข้อมูลของพ่อหนานบุญมีนั้น ได้สอดคล้องกับการเสด็จล่องลำน้ำปิงของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่ได้ทรงแวะบ้านมอญหนองดู่ "ได้ออกเรือแวะบ้านหนองดู่ เป็นบ้านมอญ ได้ความว่าอพยพขึ้นมาจากทางใต้ได้สัก ๓ ชั่วคน เดี๋ยวนี้มีมอญประมาณ ๑๒๐ คน มีวัดโบราณ ๒ วัด วัดดอนเรียกว่า วัดเดิม มีพระเจดีย์ก่ออิฐฐานสี่มุม พระเจดีย์กลมลายปั้นงาม ทำนองจะเป็นวัดหลวง อีกวัดอยู่ริมแม่น้ำเป็นวัดเก่าปฏิสังขรณ์ใหม่...บ้านหนองดู่มีนิทานเล่ากันว่าเป็นบ้านเศรษฐี ซึ่งเป็นบิดาของนางจามเทวี เดิมจะยกนางจามเทวีให้แก่บุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงแต่ทีหลังกลับคำ เพราะเห็นบุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงรูปชั่ว บิดาทั้งสองฝ่ายจึงวิวาทกัน...พระอินทร์จึงให้พระวิสุกรรมมารับนางไปถวายพระฤๅษีวาสุเทพ พระฤๅษีจึงชุบนางให้งามยิ่งขึ้น แล้วส่งไปถวายเป็นธิดาเจ้ากรุงละโว้"(๒)

                                             
                                                             ภาพเยาวชนมอญในสหรัฐอเมริกา มาประกอบ
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #167 on: 12 December 2007, 12:30:11 »

ในส่วนของชาวบ้านต่างเชื่อว่า ที่ชุมชนบ่อคาวเป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี (ปฐมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย หรือลำพูน) และเป็นบ้านเศรษฐีอินตา บิดาของพระนาง ดังจะเห็นได้จากการที่มีโบราณสถานภายในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงภายในวัดเกาะกลางด้วย ประกอบกับตำนานจามเทวีวงศ์ที่กล่าวถึงเมืองหริภุญชัย ว่าประมาณสมัยพระยาจุเลระราช (๑๕๙๐-จ.ศ.๓๐๙) ได้เกิดอหิวาตกโรค ชาวเม็งจึงได้ลี้ภัยไปอยู่ที่สะเทิมและหงสาวดี หลังจากโรคร้ายสงบ จึงได้กลับมาหริภุญชัยตามเดิม ซึ่งในเนื้อหาตำนานจามเทวีวงศ์ ก็ยิ่งตอกย้ำทำให้คนเม็งในชุมชนดังกล่าว เชื่อว่าตนเองเป็นเม็งที่มีเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี และอยู่ที่นี่มาช้านาน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ชาวเม็งจึงได้นำเอาพระนางจามเทวีมาเป็นบรรพบุรุษของตน

จากความเป็นมาของเม็งหนองดู่-บ่อคาวทั้งที่พ่อหนานบุญมี ชาวบ้านและเอกสารต่างๆ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่มาที่แน่นอนของคนเม็งในพื้นที่ดังกล่าวได้ หากอาจจะกล่าวในภาพรวมว่าเป็นคนเม็งที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานเป็นสำคัญ

จากการที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ทั้งยังเป็นชุมชนเม็งที่แวดล้อมไปด้วยคนยอง และคนเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ความเป็นเม็ง ซึ่งแต่เดิมมีให้เห็นกันมากได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าในเรื่องของวัฒนธรรม การแต่งกาย ภาษา อาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ในการเปลี่ยนแปลง ย่อมที่จะต้องมีสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมตกค้างสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันเป็นแน่

ชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว ยังคงพยายามที่จะอนุรักษ์ และสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ของเม็งไว้ให้มากที่สุด ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ในปัจจุบันอาจจะถูกลดความสำคัญลงไปบ้าง ทั้งนี้ก็เนื่องจากพลวัตรการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นเหตุ

               
                                                      เยาวชนมอญในสหรัฐ
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #168 on: 12 December 2007, 12:33:02 »

ความเป็นเม็งสิ่งแรกที่เดินทางมาถึงในชุมชน นั่นก็คือ วัด กล่าวคือ วัดในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีอยู่ ๒ วัดด้วยกัน คือ วัดหนองดู่ ตั้งใกล้ริมฝั่งน้ำปิง และวัดเกาะกลาง อยู่ในพื้นที่บ้านบ่อคาว โดยวัดหนองดู่เปลี่ยนจากนิกายเถรวาทมาเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ส่วนวัดเกาะกลาง เดิมเป็นวัดร้างตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อมีพระภิกษุเข้าจำพรรษา จึงปรับมาเป็นธรรมยุติกนิกายในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระภิกษุที่จำพรรษาในวัดส่วนใหญ่จะเป็นคนเม็งในพื้นที่ หรือไม่ก็เป็นพระสายธรรมยุตเป็นสำคัญ และสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัดมอญ ก็คือ การมีเสาหงส์หน้าวิหาร เพราะชาวเม็งโดยทั่วไปเชื่อกันว่า หงส์ คือสัญลักษณ์ของพวกตน ทั้งวัดหนองดู่ และวัดเกาะกลาง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมทั้งจิตใจ และกิจกรรมประเพณีต่างๆ ของเม็งไว้ทั้งสิ้น

นอกจากวัดจะเป็นสัญลักษณ์ภาพรวมที่บ่งบอกถึงความเป็นเม็งได้ในจุดหนึ่งแล้ว วัฒนธรรมประเพณี ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวอธิบายความเป็นมอญได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ประเพณีมอญที่ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาวยังคงพยายามปฏิบัติ เพื่อต้องการอนุรักษ์ไว้ คือ

การบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี ในพิธีการบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวีนั้น ชาวเม็งในพื้นที่กล่าวว่าจะมีการบวงสรวงภายในเดือน ๔ ของมอญ (ปอน) เดือน ๕ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๒ (กุมภาพันธ์)ของไทย เป็นประจำทุกปี ในส่วนของวันบวงสรวงจะไม่เจาะจง เพราะแล้วแต่ความสะดวกของคนในชุมชนเป็นที่ตั้ง เหตุที่มีการบวงสรวงก็เนื่องจากเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษของตน ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเชื่อว่าพระนางจามเทวีเป็นบรรพบุรุษของคนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว การบวงสรวงจะทำกันที่บริเวณลานเจ้าแม่จามเทวี ในตัวอำเภอเมืองลำพูน ซึ่งกลุ่มคนที่เป็นคนเม็งที่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว แต่ยังหมายรวมถึงชาวเม็งที่อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่อีกด้วย ในด้านการอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่และการจัดงานนั้น ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แทบทุกปี เพราะในส่วนของ อบต.บ้านเรือน ก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีของเม็งไว้ให้คงอยู่เช่นเดียวกัน

       
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #169 on: 12 December 2007, 12:38:08 »

การฟ้อนผีเม็ง ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนเม็ง ที่เป็นชื่อเสียงของพวกเขา การฟ้อนผีเม็งนั้นเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมที่ลูกหลานจะแสดงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษของตน (ผีปู่ย่า) โดยการฟ้อนจะทำขึ้นในช่วงเดือน ๘ ของมอญ(หจาม) เดือน ๙ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๖ (เดือนมิถุนายน)ของไทย ทั้งนี้ประเพณีการฟ้อนผีเม็ง หาได้ทำกันเป็นประจำทุกปีไม่ แต่อาจจะทำกันเป็นประจำ ๓ ปีต่อครั้ง หรือในกรณีที่มีคนเจ็บป่วยไม่สบายแล้วทำการบนบานศาลกล่าวแก่ผีบรรพบุรุษของตน เหตุที่นาน ๆ จึงจะทำ เนื่องจากในการฟ้อนผีเม็งมีค่าใช้จ่ายมาก การฟ้อนผีเม็งจะเป็นพิธีกรรมที่มากด้วยเนื้อหารายละเอียด ซึ่งก็เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิตของคนเม็งแทบทั้งสิ้น การฟ้อนมีขั้นตอนคร่าวๆ คือ ในช่วงเช้าของการฟ้อนผีเม็ง อันดับแรก คือ การทำพิธียกครู โดยที่วงปี่พาทย์มอญจะบรรเลงอยู่ตลอดเวลา ต่อมาประธานในการฟ้อนจะเอาของที่เตรียมไว้มาวางที่ฮ้าน(โต๊ะบูชา) และทำการฟ้อนดาบเพื่อทำพิธีต่อ จากนั้นประธานการฟ้อนและลูกเจ้าบ้าน(ลูกของคนที่บนบาน)จะทำพิธีสระสรงต้นกล้วย เพื่อฟันต้นกล้วยไว้ยำกินในตอนเย็น ต่อมาจะเป็นการฟ้อนอาบน้ำและแต่งตัวให้เจ้าของบ้านที่ป่วย จากนั้นประธานนำเทียน ๗ เล่มที่จุดแล้วมาที่เจ้าบ้านเพื่อทำพิธี โดยทำการเชิญ ๓ ครั้ง จากนั้นทำการใส่บาตร โดยแกว่งตะกร้าของบูชา ๓ ครั้ง ถัดจากนั้นให้ผู้ป่วยจับผ้าขาว เพื่อที่จะให้ผีเข้า และทำการฟ้อนต่อไป หลังจากนั้นจึงมีการฟ้อนดูไก่ คือ เอาไก่ต้มมาดู ถ้าขาไก่งุ้มเข้าเสมอกันก็แปลว่าลูกในบ้านรักกันดี ถ้ามีนิ้วไหนชี้ออกมา แสดงว่าพี่น้องแตกแยกกัน ส่วนฟ้อนผีกุลา จะใช้กะละมังที่มีปลา กล้วย ขนม และจะนำดาบมาเสียบเล่นซึ่งใช้เวลานานมาก ฟ้อนกาบปลา คือ คาบปลาแห้ง โดยประธานการฟ้อนจะคาบปลาแห้งไปให้ลูกเจ้าบ้านคาบต่อ แล้ววางไว้ (ซึ่งจะเก็บเอาไว้ยำผักบุ้งตอนเสร็จพิธี ซึ่งถือเป็นยาบำรุง) ฟ้อนแอ่วเป่าป่อน คือ เที่ยวหนุ่มเที่ยวสาวเล่นน้ำปีใหม่ ฟ้อนผีคนตก หรือขันโตก จะบูชาโดยมีขันโตก ๕ ใบ มะพร้าว ๑๕ ลูก กล้วย ๑๕ หวี และดอกไม้ ขนม และประมาณ ๓ โมงเย็นทำการเอาผีมอญขึ้นหอ ต่อด้วยการฟ้อนจิบอกไฟ (จิ-บอก-ไฟ) คือ การนำประทัดมาวางที่ต้นกล้วยที่ได้ฟันก่อนหน้านี้ แล้วทำการจุดไฟ โดยจะทำประมาณช่วง ๔ โมงเย็น พอประมาณเกือบ ๕ โมงเย็นก็ฟ้อนถ่อเรือถ่อแพ กระทั่งคว่ำเรือถือเป็นอันเสร็จพิธีการฟ้อนเม็ง ในส่วนของผาม หรือปะรำในพิธีนั้น ชาวบ้านจะต้องช่วยกันสร้างให้เสร็จในวันเดียว ก่อนที่จะมีงาน ผามจะเป็นเต็มผาม หรือครึ่งผาม สุดแท้แต่เจ้าของบ้านว่าจะฟ้อนทั้งวัด (เต็มผาม) หรือฟ้อนครึ่งวัน (ครึ่งผาม) ในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีป้าเป็ง สมพันธุ์ เป็นเก๊าหรือประธานการฟ้อนผีที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน
   
                         เยาวชนมอญในอเมริกามอญเราอยู่ทั่วโลกสืบสานวัฒนธรรมมอญอย่างมั่นคง
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #170 on: 12 December 2007, 12:41:09 »

จากการบวงสรวงพระแม่จามเทวี และการฟ้อนผีเม็งนี้ ถือเป็นความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ยากแก่การอธิบาย เพราะเป็นสิ่งที่ชาวเม็งรับรู้และเชื่อตั้งแต่อดีต หากแต่สิ่งเหล่านี้ยังได้ช่วยหล่อหลอมคนเม็งให้สืบความเป็นเม็งเยี่ยงอดีตและเคารพในบรรพบุรุษของตน จึงไม่น่าแปลกที่เรายังเห็นพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ ดังกล่าวคงอยู่ในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวต่อไป

ลอยหะมด หรือพิธีจ้องเกริ้ง (ลอยกระทง)เป็นประเพณีที่ทำกันในเดือน ๑ ของมอญ (มัว) เดือน ๒ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๑๒ (พฤศจิกายน) ของไทย พิธีจ้องเกริ้ง หรือลอยหะมด เป็นภาษามอญ จ้องเกริ้ง แปลว่า การบูชาเรือสำเภา ส่วนลอยหะมด คือ การลอยไฟ ซึ่งทั้ง ๒ คำนี้ ต่างมีความหมายและที่มาเช่นเดียวกัน ที่ว่า การลอยหะมด มีความเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่มีโรคห่ามายังเมืองหริภุญชัย จนทำให้ต้องอพยพผู้คนไปยังสะเทิมและหงสาวดี ครั้น ๖ ปีโรคห่าระงับ เม็งบางกลุ่มที่คิดถึงบ้านเมืองก็กลับมายังหริภุญชัยตามเดิม แต่บางกลุ่มก็ไม่กลับมา ครั้นเมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยว คนเม็งที่หริภุญชัยได้อาลัยหาญาติของตนที่หงสาวดี จึงทำการลอยข้าวของเครื่องใช้ พร้อมทั้งบูชาเทียนไปหาญาติพี่น้องเหล่านั้น ซึ่งจากเรื่องเล่าดังกล่าวก็เท่ากับว่าประเพณีลอยหะมด หรือจ้องเกริ้ง มีมาก่อนการลอยกระทงในสมัยสุโขทัย หากแต่ในปัจจุบันการลอยหะมดถูกเชื่อมให้หมายความถึงการลอยเคราะห์เป็นสำคัญ การลอยหะมด ถือได้ว่าเป็นพิธีที่มีความหมายไม่เพียงแต่เฉพาะบุคคล หรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาวโดยรวมด้วย เพราะในพิธีดังกล่าว ชาวเม็งทั้งหนองดู่-บ่อคาวจะช่วยกันทำ สะเปา หรือกระทงขนาดใหญ่ เพื่อไปลอยเคราะห์ร่วมกันบริเวณท่าน้ำปิง โดยลักษณะของสะเปานั้น ภายในจะมีเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน ทั้งนี้ก่อนที่จะทำการลอยจะมีการสวดโดยมีพ่อหนานหรือปู่อาจารย์ (มัคนายกวัด) เป็นผู้กล่าวนำ ในวันลอยหะมดนี้ ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงชาวยองและชาวพื้นเมืองโดยรอบทั้งอำเภอป่าซาง จะทำการก่อเจดีย์ทรายไว้หน้าบ้านของตนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

   
                                                  ลูกหลานมอญในอเมริกา
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #171 on: 12 December 2007, 12:48:53 »

ในส่วนวัฒนธรรมเรื่องของอาหารนั้น ชาวเม็ง มีอาหารที่ขึ้นชื่อที่สำคัญ คือ ขนมจีน หรือขนมเส้น อาหารดังกล่าวนี้ได้บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของชาวเม็งได้เป็นอย่างดี เพราะชาวเม็งมักจะอาศัยใกล้แหล่งน้ำเนื่องจากส่วนประกอบในการทำขนมจีนจะต้องใช้น้ำ ในอดีตแทบทุกบ้านจะมีการทำขนมเส้น ทั้งรับประทานเอง และไว้ขาย หากแต่ปัจจุบัน การทำขนมจีน เหลืออยู่น้อยรายมาก แต่ผู้ที่ทำนอกจากจะเป็นการประกอบอาชีพหารายได้ถึงแม้ไม่ร่ำรวยให้พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังภูมิใจที่ยังช่วยเป็นการอนุรักษ์อาหารของคนเม็งให้คนเม็งได้ชื่นชมอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากอาหารคาว คนเม็งยังนิยมทำขนม ซึ่งขนมของคนเม็งที่เห็นและยังเป็นที่รู้จักของชุมชนในปัจจุบัน คือ ขนมปาด รวมถึงข้าวแช่

การแต่งกาย คนเม็งจะมีการแต่งกาย คือ ผู้ชายจะใส่โสร่ง มีผ้าขาวม้าคาดบ่า เสื้อคอมน ส่วนผู้หญิงจะใส่ชุดลูกไม้สีชมพู หากแต่ปัจจุบันการแต่งกายโดยเฉพาะของผู้ชายจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง คือ ใส่เสื้ออะไรก็ได้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย คือ โสร่ง ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงก็ยังคงเป็นผ้าลูกไม้สีชมพู บ้างก็มีสีส้ม และสีขาว ทั้งนี้ในการแต่งกายแบบมอญนั้น หาได้แต่งเป็นชีวิตประจำวัน พวกเขาจะแต่งเฉพาะวัดสำคัญ หรืองานพิเศษ เช่น วันบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี วันเปิงสังกรา หรือสงกรานต์ วันลอยหะมด หรือลอยกระทง พิธีการฟ้อนผี หรือกิจกรรมพิเศษที่มีในชุมชน

ภาษา เป็นหนึ่งวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความมีอารยะและความเจริญในกลุ่มชนนั้นๆ เม็งก็เช่นกัน พวกเขามีภาษาที่ใช้สื่อสารเป็นของตนเอง หากแต่การที่อยู่ใกล้คนยองและคนเมือง ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า ภาษาเม็งที่เคยมีเคยใช้กันมาจึงถูกลดความสำคัญลงและหายไปบ้างสำหรับคนเม็งบางกลุ่มในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว เพราะหากไปถามชาวเม็ง อายุประมาณ ๓๐ ขึ้นไป พวกเขาจะพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า " ฟังเม็งได้นะ พูดได้บ้าง แต่เขียนไม่ได้ " ซึ่งเหตุที่ฟังและพูดได้ เพราะพ่อแม่พูด เมื่อคนอายุ ๓๐ เป็นเช่นนี้กันส่วนใหญ่ แล้วเยาวชนคนเม็งจะพูดกันได้หรือไม่...แทบจะนับคนได้เลยในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว ที่เด็กฟังและพูดได้ จากการที่คนเม็งลืมและลดความสำคัญของภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่สำคัญ พ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรมจึงต้องการที่จะให้ภาษาเม็งคงอยู่คู่กับชุมชนไปอีกนาน เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว จึงได้ทำการแปลคำสวดจากภาษาไทยเป็นภาษาเม็งถวายพระที่วัด เพื่อใช้ในการสวดมนต์ และจากการที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันพระที่วัด ทำให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเม็งในเรื่องการสวดมนต์ภาษาเม็ง นอกจากนี้พ่อหนานบุญมี ยังได้ทำการสอนภาษาเม็งให้กับเยาวชนเม็งในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวอีกด้วย เพื่อที่เยาวชนเหล่านั้นจะได้รู้จักภาษาเม็งของพวกเขาเอง และเป็นการอนุรักษ์ภาษาซึ่งเป็นวัฒนธรรมเม็งให้มีอยู่สืบไป โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากหลวงพ่ออวยชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง และพ่อแม่ผู้ปกครองคนเม็งในชุมชน ที่เห็นถึงความสำคัญในวัฒนธรรมและรากเหง้าของตน

คนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และบางส่วนที่กอโชค-หนองครอบ จากการที่พวกเขามีสำนึกในความเป็นเม็ง จึงก่อให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นมา และเราคนไทยก็น่าที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของ
สังคมไทยด้วย

 
๑. บ้านบ่อคาว แต่เดิมก็คือส่วนหนึ่งของบ้านหนองดู่ แต่ใน ปี ๒๕๓๒ เป็นต้นมา ได้ทำการแยกตัวออกไปปกครองเอง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการได้รับงบประมาณ หากแต่ความเป็นมอญยังคงอยู่

๒.     อธิบายระยะทางล่องน้ำปิง ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ , ๒๔๖๔.หน้า ๒

   
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #172 on: 15 December 2007, 00:20:11 »

                                                          จารึกมอญ ในประเทศไทย
     ภาษามอญ - อักษรศาสตร์มอญ
จารึกมอญ ในประเทศไทย ภาษามอญ
คติคำสอนมอญ ตอน 3 คติคำสอนมอญ ตอน 1
นับ เลขมอญ ฝึกพูด ภาษามอญ
อักษรมอญ คติคำสอนมอญ ตอน 2


จารึกมอญ ในประเทศไทย

ในบริเวณภาคตะวันตกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งที่เคยได้รับอารยธรรมจากประเทศอินเดียมาแต่โบราณกาล แม้ว่าจะมีหลักฐานทางเอกสารรับรองอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมาก็ตาม ถ้าพิจารณาตามสภาพทางภูมิศาสตร์สามารถสันนิษฐานได้ว่า อารยธรรมอินเดียน่าจะได้เข้ามาสู่พื้นที่แถบนี้ได้รวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งกว่าบริเวณส่วนอื่น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เพราะเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้กว่า และมีพื้นที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล ซึ่งสามารถเดินทางผ่านเข้ามาได้ถึงสองทาง คือ ทางทะเล และทางบก แต่เนื่องจากหลักฐานทางด้านโบราณคดี และจารึกมีจำนวนน้อยและไม่แพร่หลาย ดังนั้นเรื่องราวของอาณาจักรโบราณในภูมิภาคดังกล่าวจึงยังมีการศึกษาค้นคว้าในวงจำกัด จากหลักฐานที่มีอยู่ทราบแต่เพียงคร่าว ๆ ว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 ชนชาติปยู (pyu) ตั้งอาณาจักรอยู่ ณ ลุ่มแม่น้ำอิระวดี ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองแปรในปัจจุบัน มีชนชาติพม่าตั้งอาณาจักรอยู่ทางตอนเหนือ และ ชนชาติมอญ ตั้งอาณาจักรอยู่ทางตอนใต้ ชาวปยู นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท จากหลักฐานจารึกแผ่นทองคำที่พบ ณ เมืองมวงคุณ (Maungun) จารึกด้วยรูปอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จารึกดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น จารึก เย ธมมา ฯ จารึกอิติปิโส ฯ เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้พบจารึกที่ใช้ภาษาสันสกฤตอีกด้วย

จารึกวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม
อาณาจักรของชนชาติปยู ที่กล่าวถึงข้างต้น ก็คืออาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งในจดหมายของภิกษุจีนชื่อ อี้จิง บันทึกไว้ว่า อาณาจักรศรีเกษตรนี้ อยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักรทวารวดี จากหลักฐานทางโบราณคดีได้พบว่า โบราณสถาน ณ บริเวณโมซาใกล้กับเมืองแปรนั้น ปัจจุบันมีแนวกำแพงอิฐก่อเป็นรูปวงกลมล้อมรอบ พระพุทธรูปที่ได้พบ ณ ที่นั้น มีพุทธลักษณะแบบเดียวกับศิลปอินเดีย สมัยหลังคุปตะ อาณาจักรปยูเจริญรุ่งเรืองอยู่ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงพร้อม ๆ กับความเจริญของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งได้แผ่อาณาาเขตเข้ามาสู่บริเวณตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำอิระวดี และเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรปยูมีโอกาสติดต่อโดยตรงกับประเทศจีน

     
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #173 on: 15 December 2007, 00:22:30 »

                                                 
          จารึกฐานพระพุทธรูปวัดป่าข่อย จังหวัดลพบุรี
ในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 14 นั้นเอง ชนชาติปยูได้อพยพย้ายถิ่นพำนักไปอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ แต่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกถึงสาเหตุแห่งการเคลื่อนย้ายนั้น คงทราบเพียงว่า อาณาจักรน่านเจ้าได้อพยพชาวปยูจำนวน 3.000 คน ไปที่เมืองจาตุง (Chatung) ได้แก่เมือง ยูนานฟู หรือ คุนมิง ในปัจจุบัน และชาวปยูบางพวกได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ในพุกามบริเวณรัฐฉานปัจจุบัน และในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 นั้นเอง พม่าได้เริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับมอญ พร้อมทั้งรับเอาอารยธรรมความเจริญต่างของมอญไว้ด้วย รวมถึงการยอมรับนับถือพุทธศาสนา และการใช้ตัวอักษรบันทึกเรื่องราว ต่าง ๆ ซึ่งมอญได้รับถ่ายทอดมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง

ขณะที่อาณาจักรปยูเสื่อมอำนาจลง และเคลื่อนย้ายถิ่นไปนั้น อาณาจักรมอญซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ก็ได้ขยายอาณาเขตออกไปทางทิศตะวันตก มีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองพะโค หรือ หงสาวดี อาณาเขตของ มอญ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14 นี้ จึงน่าจะครอบคลุมไปถึงบริเวณตลอดชายฝั่งทะเลของอ่าวเมาะตะมะ และทะเลอันดามัน คือ บริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน

ศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของ อารยธรรมมอญ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงก่อนการสร้างเมืองพะโคในพุทธศตวรรษที่ 14 นั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณตอนใต้ของอาณาจักรปยู และพม่า หลักฐานที่ได้ในการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน แถบจังหวัดราชบุรี นครปฐม สุพรรษบุรี ลพบุรี และนครสวรรค์ เป็นต้น ทำให้ทราบได้อย่างแน่ชัดว่า บริเวณดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งของ อาณาจักรทวารดี มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในทางศิลปกำหนดระยะเวลาของศิลปสมัยทวารดีให้อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 ศิลปทวารดีนั้น แผ่ขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง เกือบทุกภูมิภาคของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานดังกล่าวมีมีกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำมูล แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และเรื่อยไปทางทิศใต้ตลอดแหลมมะลายู

Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #174 on: 15 December 2007, 00:25:37 »

                                               
จารึกวัดมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช
เนื่องจากได้พบจารึกภาษามอญโบราณในภูมิภาคต่าง ๆ ของ อาณาจักรทวารดี ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าใน อาณาจักรทวารวดี นั้นมีกลุ่มชนที่ใช้ ภาษามอญ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ความสัมพันธ์ของ ชนชาติมอญ ใน อาณาจักรทวารวดี กับ ชนชาติมอญ ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณตอนใต้ของอาณาจักรปยู ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-14 นั้น น่าจะมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นกลุ่มชนที่มีเชื้อชาติเดียวกันเท่านั้น และต่างแยกการปกครองตอนเองเป็นกลุ่มเมืองใหญ่น้อย แต่มีความสัมพันธ์ต่อกันภายใต้ อารยธรรม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดคืออารยธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอารยธรรมทางด้านตัวอักษร ปรากฏหลักฐานในจารึกที่ใช้รูปอักษร ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากรูปอักษรที่ใช้อยู่ในสมัยราชวงศ์ปัลลวะ ประเทศอินเดีย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 10-11 จารึกดังกล่าวบันทึกไว้ด้วยรูปอักษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ 12 ได้แก่ จารึกวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จารึกวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม จารึกฐานพระพุทธรูปยืนวัดข่อย จังหวัดลพบุรี จารึกถ้ำพระนารายณ์ จังหวัดสระบุรี จารึกเมืองบึงคอกช้าง จังหวัดอุทัยธานี และในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-15 ก็ได้พบจารึกใช้รูปอักษรหลังปัลลวะ ภาษามอญโบราณ ได้แก่ จารึกเสาแปดเหลี่ยม จังหวัดลพบุรี จารึกใบเสมาวัดโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น จารึกพระพิมพ์ดินเผานาดูน จังหวัดมหาสารคาม จารึกพระพิมพ์ดินเผาเมืองฟ้าแดด จารึกวัดโพธิ์ชัยเสมาราม จังหวัดกาฬสินธุ์ จารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล จังหวัดนครสวรรค์

ในบริเวณที่พบจารึก ภาษามอญโบราณ ดังกล่าวข้างต้นนั้น ยังได้พบจารึกภาษาเขมร บาลี สันสกฤต ปะปนกันไป หลักฐานดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในพุทธศตวรรษที่ 12-14 นั้น ชนชาติมอญ เป็นกลุ่มชนใหญ่ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีการดำรงชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แม้จะอยู่ร่วมกันกับชนชาติอื่น มีชนชาติที่ใช้ภาษาเขมร เป็นต้น ซึ่งนับถือศาสนาและลัทธิความเชื่อถือที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม ความเป็นอยู่ของอดีตชนในยุคนั้น จึงน่าจะอยู่กันเป็นกลุ่มสังคมย่อยกระจัดกระจายทั่วไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้จะเห็นได้จากการใช้รูปอักษรปัลลวะจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เป็น ภาษามอญ ทั้ง ๆ ที่ในช่วงระยะเวลานั้น เป็นระยะเวลาเริ่มแรกที่อิทธิพลของรูปอักษรปัลลวะเพิ่งจะได้เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #175 on: 15 December 2007, 00:34:55 »

  
 จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน จังหวัดมหาสารคาม
นับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา จนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ติดต่อถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 กลุ่ม ชนชาติมอญ แถบลุ่มแม่น้ำสะโตง ทางตอนเหนือของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ มอญ ที่อยู่ตอนใต้ของอาณาจักรปยูนั้น ได้เคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันตก และสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เมืองพะโค หรือ หงสาวดี เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร ช่วงระยะเวลาที่กล่าวถึงนี้ อาณาจักรมอญ แห่งนี้ได้มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรพม่ามากขึ้น

ส่วน ชนชาติมอญ ซึ่งอยู่ทางตอนกลางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13 ได้มีการเคลื่อยย้ายถิ่นพำนักอาศัยขึ้นสู่ตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปถึงลุ่มแม่น้ำปิง และได้สร้างเมือง หริภุญไชย ขึ้น สถาปนา พระนางจามเทวี ราชธิดาแห่งเมืองลวปุระ เดินทางขึ้นไปเป็นผู้ปกครอง อาณาจักรหริภุญไชย พระองค์แรก และยังได้มีกษัตริย์ปกครอง อาณาจักรหริภุญไชย สืบต่อกันมาโดยลำดับ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 19 พระยายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของ อาณาจักรหริภุญไชย ได้เสียอำนาจการปกครองให้แก่ พระยามังราย แห่ง อาณาจักรล้านนา ในปีพุทธศักราช 1839 อาณาจักรหริภุญไชย จึงสิ้นสุดลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อสิ้นสุดพุทธศตวรรษที่ 14 และเริ่มต้นพุทธศตวรรษที่ 15 มอญ ในภาคกลางของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือบริเวณภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบันจะค่อย ๆ หมดไป กลุ่มชนที่ใช้ภาษาเขมรโบราณได้เข้ามาครอบครองและเจริญรุ่งเรืองขึ้นแทนที่ จะเห็นได้ว่าความเจริญของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาเขมรโบราณนั้น เริ่มมาจากบริเวณภาคอีสาน และภาคตะวันออกของประเทศไทยปัจจุบัน ดังนั้นทั่วบริเวณดังกล่างจึงมีอิทธิพลของขอมซึ่งเป็นเจ้าของภาษาเขมรครอบคลุมอยู่ทั่วไป ได้พบหลักฐานในจารึกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จังหวัดลพบุรี จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร พุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้น
ในต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ณ อาณาจักหริภุญไชย ปัจจุบันคือ จังหวัดลำพูน ได้พบจารึกด้วย อักษรมอญโบราณ ภาษามอญโบราณ 7 หลัง ได้แก่ จารึกวัดดอนแก้ว1 จารึกวัดดอนแก้ว2 จากวัดมหาวัน จารึกวัดบ้านหลวย จารึกวัดแสนข้าวห่อ จารึกวัดกู่กุด1 และจารึกวัดกู่กุด2 นอกจากนั้นยังได้พบ จารึกมอญ ที่จังหวัดเชียงใหม่อีก 2 ชิ้น คือ จารึกวัดกานโถม1 ชิ้น เป็นเศษจารึกลักษณะรูปอักษรเหมือนกลุ่มจารึก 7 หลัก ที่จังหวัดลำพูน และจารึกแม่หินบดเวียงมะโน จังหวัดเชียงใหม่ ข้อความในจารึกเหล่านี้ เป็นหลักฐานที่บอกให้ทราบว่า มอญ ใน อาณาจักรหริภุญไชย ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และยังคงนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเถรวามอยู่เช่นเดิม
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #176 on: 15 December 2007, 00:37:50 »

   
 จารึกวิหารโพธิ์ลังกา จังหวัดนครศรีธรรมราช
ส่วนบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน ตลอดถึงแหลมมะลายูนั้น หลังจากกพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ถึงพุทธศตวรรษที่ 15 บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โศเลนทรแห่ง อาณาจักรศรีวิชัย และพระพุทธศาสนาก็ได้เจริญขึ้นเป็นลำดับมา สังเกตได้ว่าจุดยืนของสังคมในบริเวณนี้ได้เปลี่ยนจากศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาพุทธ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการค้นพบเทวรูป และศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ปะปนอยู่รวมกลุ่มกับหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ความเจริญ และความเสื่อมของศาสนาเป็นไปตามสภาพของบ้านเมือง และผู้ปกครอง

ในศตวรรษต่อมา คือ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 ติดต่อถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรพุกาม หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า ประเทศพม่า มีสัมพันธภาพกับ อาณาจักรหริภุญไชย และประเทศลังกา พร้อมทั้งได้รับ อารยธรรม วัฒนธรรม รวมทั้งลัทธิศาสนาเข้าสู่อาณาจักรด้วย กษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกามนับแต่พระเจ้าอนุรุทธมหาราช เป็นต้นมา จนถึงพระเจ้ากยันซิตถา และพระเจ้าอลองคสิถุ ทรงเลื่อมใสและสนพระทัยพระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์อย่างยิ่ง จนถึงกับส่งคณะสงฆ์ไปศึกษาที่ลังกา และเมื่อพระเถระพม่าซึ่งเดินทางไปลังกากลับมาบ้านเมืองแล้ว ยังได้แต่งหนังสือภาษาบาลีไว้หลายเรื่อง ในรัชกาลของพระเจ้าอลองสคิถุนี้เอง อาณาจักรพุกามได้แผ่ขยายออกสู่ชายฝั่งทะเล พระเจ้าอลองคสิถุได้เสด็จไปถึงดินแดนในแหลมมะลายูด้วย ดังนั้น ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17 พระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ ก็น่าจะได้เข้ามาสู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบันด้วยเช่นกัน

ในพุทธศตวรรษที่ 18 พม่ากับลังกาเกิดสู้รบกัน พระเจ้าปรากรมพาหุกษัตริย์แห่งลังกา ส่งกองทัพเรือมาคอยปล้นสดมภ์พม่า และเมื่อการสู้รีบสิ้นสุดลง พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในพม่ากลับยิ่งมั่นคงขึ้น และได้ถ่ายทอดให้แก่ดินแดนแถบแหลมมะลายูด้วย
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #177 on: 15 December 2007, 00:39:48 »

หลักฐานทางพงศาวดารพม่าที่กล่าวข้างต้นนี้ สนับสนุนให้เห็นว่า อารยธรรมมอญ ใน อาณาจักรหริภุญไชย นั้น ได้เข้าไปสู่อาณาจักรพม่าเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16-17 และรุ่งเรืองขันในรัชกาลพระเจ้ากยันซิตถานั่นเอง จากนั้นจึงให้อิทธิพลต่ออาณาจักรในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17-18 นั้น และได้พบจารึก อักษรมอญโบราณ ภาษามอญโบราณ ในวัดมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมสมัยกับจารึกอักษรขอม ภาษาเขมร บาลี และสันสกฤต ที่วัดหัวเวียง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฉะนั้นในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยจึงมี อารยธรรมมอญ และ อารยธรรมขอม ควบคู่กันอยู่ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 นั้น ด้วยเหตุนี้ จึงน่าจะพิจารณาได้ว่าด้วยเหตุแห่งความสัมพันธ์ของพม่า ทำให้รูป อักษรมอญโบราณ แห่ง อาณาจักรหริภุญไชย ในพุทธศตวรรษที่ 17 ได้ให้อิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะเส้นสัณฐานของรูป อักษรมอญ และ รูปอักษรขอม แห่งอาณาจักรภาคใต้ในพุทธศตวรรษที่ 18

ทางด้าน อาณาจักรหริภุญไชย นั้น ไม่มีหลักฐานการเสื่อมกำลังอำนาจเพราะเหตุอื่น นอกจากทุพภิกขภัย และโรคระบาด ตลอดพุทธศตวรรษที่ 18 จนกระทั่งมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งใช้ภาษาไทย มีผู้นำชื่อ พระยามังราย หรือ พ่อขุนมังราย ได้ก่อตั้ง อาณาจักรล้านนา ขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย และได้แผ่ขยายอาณาเขตตลอดถึงชายฝั่งแม่น้ำโขง แม่น้ำกก แถบอำเภอเชียงแสน เชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงแม่น้ำปิง จังหวัดลำพูน และแม่น้ำวัง จังหวัดลำปางด้วย พระเจ้ามังรายทรงดำเนินพระราโชบายเข้ายึดครอง หริภุญไชย จากพระยายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของกลุ่มชนที่ใช้ อักษรมอญ ภาษามอญ แห่งนครหริภุญไชย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ในศิลาจารึกวัดเชียงมั่น บันทึกไว้ตรงกับ พ.ศ. 1839
ส่วนอาณาจักรพุกามนั้น ภายในอาณาจักรเกิดจลาจลด้วยเรื่องเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์ของกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ตลอดเวลาจนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 จึงได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกมองโกลในที่สุด ขณะที่พม่าอ่อนกำลังอำนาจลงในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 มอญ แถบลุ่มแม่น้ำสะโตงก็ได้ตั้งตัวเป็นอาณาจักรได้อีกครั้งหนึ่ง โดยได้กำลังเสริมจาก มอญ ที่หนีภัยมาจากลุ่มแม่น้ำปิง อาณาจักรมอญ นี้ได้เป็นอิสระอยู่จนถึง พ.ศ. 2082 จึงเสียเมืองให้แก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าแห่งเมืองตองอู และนับแต่นั้นมา มอญ มีฐานะเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่บริเวณรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่าในปัจจุบัน และในบริเวณบางส่วนในประเทศไทย
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #178 on: 15 December 2007, 00:44:34 »

       
 จารึกตะจุ๊มหาเถร (วัดแสนข้าวห่อ) จังหวัดลำพูน
มอญยังคงรักษา อารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ตลอดจนการใช้อักษรและภาษาไว้ตลอดมา และหลังจากพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา หลักฐานทางจารึกของ มอญ ในประเทศไทย มีอยู่น้อยมาก ได้พบจารึกลานทองแดง 1 แผ่น สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2048 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพบ ณ ที่ใด ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกองหอสมุดแห่งชาติ และได้พบจารึกอึกชิ้นหนึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2018 เป็นจารึกฐานพระพุทธรูปวัดชัยพระเกียรติ์

นับจากอดีต มอญ เป็นชนชาติโบราณที่มีความเป็นมายิ่งใหญ่ มีอารยธรรมของตนเอง ซึ่งรวมตลอดไปถึงการรู้จักใช้ภาษา และอักษรที่เป็นของมอญโดยเฉพาะด้วย แต่เนื่องจากความเป็นประเทศของมอญได้สูญเสียสิ้นไปนานนับร้อย ๆ ปีล่วงมาแล้ว จึงทำให้ ชนชาติมอญ ในปัจจุบันเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า และประเทศไทย พร้อมกันนั้นก็ยอมรับวัฒนธรรม อารยธรรมที่มอญตั้งหลักแหล่งอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้ความเป็น มอญ ของ ชนชาติมอญ ลดน้อยลง โดยเฉพาะด้านภาษาและอักษร ซึ่งในปัจจุบันนี้มีผู้รู้ภาษาน้อยมาก คนมอญรุ่นใหม่อ่านและเขียนภาษามอญไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้อยู่อีกสืบไปไม่นาน ภาษามอญ จะปรากฏหลักฐานอยู่แต่ในหนังสือเท่านั้น

แหล่งที่พบจารึกอักษรปัลลวะ อักษรมอญ ภาษามอญ ในประเทศไทย แบ่งออกตามภาคต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
ภาคใต้

  1. จารึกวัดมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
2. จารึกวิหารโพธิ์ลังกา จังหวัดนครศรีธรรมราช
ภาคกลาง
1. จารึกวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม
2. จารึกฐานพระพุทธรูปยืนวัดข่อย จังหวัดลพบุรี
3. จารึกเสาแปดเหลี่ยม จังหวัดลพบุรี
4. จารึกถ้ำนารายณ์ จังหวัดสระบุรี
5. จารึกเมืองบึงคอกช้าง2 จังหวัดอุทัยธานี
6. จารึกเมืองบึงคอกช้าง3 จังหวัดอุทัยธานี
7. จารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล1 จังหวัดนครสวรรค์
8. จารึกสมิงสิริมะโนราชา จังหวัดกรุงเทพฯ
ภาคเหนือ
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
nado
Hero Member
*

คะแนนนิยม: 224
Offline Offline

Posts: 1,365


แสงสว่างของชีวิต


« Reply #179 on: 15 December 2007, 00:48:31 »

1. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ1 (วัดดอนแก้ว) จังหวัดลำพูน
2. จารึกพระเจ้าสววาธิสิทธิ 2 (วัดกู่กุด) จังหวัดลำพูน
3. จารึกวัดดอนแก้ว จังหวัดลำพูน
4. จารึกอาณาจักรปุนไชย (วัดกู่กุด) จุงหวัดลำพูน
5. จารึกวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน
6. จารึกตะจุ๊มหาเถร (วัดแสนข้าวห่อ) จังหวัดลำพูน
7. จารึกวัดบ้านหลวย จังหวัดลำพูน
8. จารึกแม่หินบดเวียงมะโน จังหวัดเชียงใหม่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1. จารึกใบเสมาวัดโนนศิลา1 จังหวัดขอนแก่น
2. จารึกใบเสมาวัดโนนศิลา 2 จังหวัดขอนแก่น
3. จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน1 จังหวัดมหาสารคาม
4. จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผานาดูน 2 จังหวัดมหาสารคาม
5. จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผาเมืองฟ้าแดดสูงยาง 1 จังหวัดกาฬสินธุ์
6. จารึกหลังพระพิมพ์ดินเผาเมืองฟ้าแดดสูงยาง 2 จังหวัดกาฬสินธุ์
7. จารึกวัดโพธิ์ชัยเสมาราม จังหวัดกาฬสินธุ์
คติคำสอนมอญ ตอน 3
พระมหาจรูญ ญาณจารี


คติคำสอนเป็นคำสั่งสอน ที่คนเฒ่าคนแก่ ในแต่ละท้องถิ่น ได้ยึดถือเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน และ สอนลูกสอนหลาน ให้ดำรงตนในทางที่ถูกต้องตามจารีต ประเพณีของบรรพชน คติคำสอน จะแฝงไปด้วยข้อคิดที่เป็น ประโยชน์ สะท้อนให้เห็นถึง คติความเชื่อ ระบบความคิด และ วิถีชีวิตของกลุ่มชน ประยุกต์ใช้ได้ กับทุกยุคทุกสมัย


ความหมาย หูของพระราชา สายตาของแร้ง
ธรรมดาของพระราชา ย่อมจะมีข้าทาสบริพาร และ บุคคลที่รับสนองงาน ต่างพระเนตรพระกรรณเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นจึงรับรู้เหตุการณ์และสถานการณ์ทุกอย่างได้เร็วกว่า และได้มากกว่าบุคคลทั่วไป แร้งได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีสายตาไว และยาวไกลมาก สามารถมองเห็นเหยื่อที่อยู่ในระยะไกล ๆ ได้
สำนวนนี้ ใช้ในเชิงยกย่องบุคคลที่สามารถปรับตัว รับรู้และเรียนรู้สิ่ง ที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งคว้าโอกาส ที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว เรามักเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า คนหูไวตาไว

ความหมาย คนใบ้ นอนฝัน
คนใบ้คือคนที่พูดไม่ได้แต่มีความรู้สึกนึกคิด เช่นเดียวกับคนทั่ว ๆ ไป เมื่อนอนแล้วฝัน ก็อยากจะเล่าเรื่องที่ตนฝัน เห็นให้คนอื่นได้รับรู้ แต่ก็ไม่รู้จะถ่ายทอด ให้คนอื่นได้รับรู้ อย่างไร ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ
สำนวนนี้ ใช้เปรียบลักษณะบุคคลที่ตกอยู่ในสภาพ พูดไม่ออก พูดไม่ได้ คือไม่อาจจะสามารถพูดได้ เพราะความ จำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งบังคับ ดังบทเพลงยาวกรมหมื่น สถิตย์ธำรงนาสวัสดิ์ ว่า

“ แต่ตัวพี่ไร้ผู้จะคู่คิด
เหมือนน้ำท่วมปากปิดไม่อาจอ้า
ครั้นจะแจ้งแพร่งพรายหลายหูตา
สงสารหน้าขนิษฐ์น้อยจะพลอยอาย”
Logged

ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นชีวิตที่ประ
เสริฐ เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
Pages: 1 ... 10 11 [12] 13 14   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.511 seconds with 21 queries.